
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.ค.69) เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 2/2569 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดธนาคารโลก (World Bank) ได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาค
สำหรับ GNI คือมูลค่ารายได้ทั้งหมดที่ประชาชนและธุรกิจของประเทศได้รับ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงาน การผลิต การประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่นิยมใช้ประกอบการประเมินระดับการพัฒนาประเทศ และสะท้อนขนาดรายได้ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมี GNI อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีรายได้ประชาชาติขนาดใหญ่ของอาเซียน
โดยข้อมูล 11 ประเทศอาเซียนเรียงตามมูลค่า GNI ปี 2568 ได้แก่ อินโดนีเซีย 1,407,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทย 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฟิลิปปินส์ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซีย 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมียนมา 79,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กัมพูชา 50,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลาว 17,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บรูไน 15,518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และติมอร์-เลสเต 2,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในภูมิภาค ทั้งด้านการผลิต บริการ การท่องเที่ยว เกษตรอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งให้สูงขึ้น โดยนโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี มุ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเปลี่ยนทุนทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้า บริการ Wellness และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไก กรอ. อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา และมีกำหนดประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าข้อเสนอภาคเอกชน แก้คอขวดทางเศรษฐกิจ และเร่งผลักดันศักยภาพของไทยให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
สำหรับการประชุม กรอ. ครั้งแรกนั้น เห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ 1. ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ 2. ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน 3. ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และ 4. ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ
โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแต่ละด้านเป็นประธานคณะอนุกรรมการ พร้อมมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการขับเคลื่อน เพื่อเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งคาดว่า คณะอนุกรรมการในแต่ละคณะจะได้มีการรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมทราบ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเร็วขึ้น ทั่วถึงขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งของประเทศเป็นฐานต่อยอดไปสู่การลงทุน งาน รายได้ และโอกาสใหม่สำหรับประชาชน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“เอกนิติ” เปิดแผน กรอ. ดันเศรษฐกิจโตเกิน 3% ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์ใหม่
“นายก” ผนึกเอกชน เปิด กรอ. นัดแรก ตั้ง 4 อนุกรรมการ ดันเศรษฐกิจไทยติดท็อป 20 โลก
“อนุทิน” รับลูกหอการค้าไทย ตั้ง กรอ.ร่วมรัฐ-เอกชน ดันการค้า-ลงทุน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/844624&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yvHkdzfsnMBwY8t_8Q-f8

