ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.ค.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา กนง. ได้ประเมินสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยน โดยเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลง ตามทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา และสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ฐานะต่างประเทศของไทยยังมีความแข็งแกร่ง และเงินสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง

สำหรับภาวะสินเชื่อและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พบว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ และมีลักษณะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง จากการที่สถาบันการเงินมีความระมัดระวังและเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

ทั้งนี้ กนง. เห็นว่าต้องติดตามกลุ่มครัวเรือนเปราะบางและกลุ่ม SMEs อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยาง พลาสติก การขนส่ง และการก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่อาจมีหนี้เสีย (NPL) ปรับเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ต้องเฝ้าระวังปัญหาบริษัทไร้ศักยภาพ (Zombie Firms) ที่อาจแฝงตัวเข้ามาเบียดบังสภาพคล่องจากธุรกิจที่มีผลิตภาพ (Productive) อื่น ๆ ในระบบการเงิน เนื่องจากความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นผ่านกลไกต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ หรือการจัดสรรเงินกู้ยืมของสถาบันการเงินที่ขาดประสิทธิภาพ

โดยจำเป็นต้องใช้นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเข้ามาดูแล

นอกจากนี้ ที่ประชุม กนง. ได้มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ผ่อนคลายและสอดคล้องกับแนวโน้มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัว โดยการคงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเติบโตต่ำและฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง รวมถึงรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก

ทั้งนี้ นโยบายการเงินของไทยยังคงให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

กนง. เอกฉันท์ 7-0 คงดอกเบี้ย 1% พร้อมปรับเป้า GDP ไทยปีนี้ 2.3%