การใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมคือเครื่องมือสำคัญในการสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนให้กับประชาชน โดยมีมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยง ระหว่างองค์ความรู้ ภาครัฐ และชุมชน เพื่อค้นหาผู้ที่ยังตกหล่นจากระบบสวัสดิการ พร้อมต่อยอดศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
ภาพสะท้อนของการขับเคลื่อนดังกล่าวปรากฏผ่านระบบข้อมูล PPPConnext ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่สามารถค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนได้แล้ว 1,243,449 คน จาก 303,444 ครัวเรือน ในพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัด ทำให้พบประชาชนที่เคยตกหล่นจากระบบ และสามารถวิเคราะห์ปัญหาตามฐานทุน 5 ด้าน ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนกายภาพ ทุนการเงิน ทุนธรรมชาติ และทุนสังคม ก่อนออกแบบแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมในระดับครัวเรือน
ต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 7 ปี แผนงานวิจัยได้พัฒนาโมเดลแก้ปัญหาความยากจนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้วกว่า 458 โมเดล ช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชน 179,370 คน คิดเป็นมูลค่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นรวม 979 ล้านบาท พร้อมต่อยอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกว่า 3,638 เทคโนโลยี ครอบคลุมด้านอาหารและการแปรรูป ประมง เกษตรกรรม และการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุ ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่กว่า 70 แห่งทั่วประเทศ
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร เพื่อติดตามผลการดำเนินงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมประกาศเดินหน้า “แผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทุนดำรงชีพ 5 ด้าน” ที่จะบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อช่วยให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
สำหรับแผนแก้จน 5 ด้าน ประกอบด้วย
- เศรษฐกิจ: เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เชื่อมตลาด
- มาตรฐานความเป็นอยู่: ยกระดับที่อยู่อาศัยและการรับมือภัยพิบัติ
- สุขภาพ: ส่งต่อผู้เปราะบางเข้าสู่บริการและระบบดูแลต่อเนื่องในชุมชน
- การศึกษา: ลดความยากจนข้ามรุ่น ติดตามเด็กเสี่ยงหลุดระบบ
- การคุ้มครองทางสังคม: เชื่อมสิทธิ สวัสดิการ กองทุน และบริการภาครัฐ ซึ่งมิติด้านสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคมจะทำงานประสานโดยตรงกับกลไกของกระทรวง พม. รพ.สต. อปท. และ อสม. ในพื้นที่
นายยศชนัน กล่าวว่า หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เป็นกำลังสำคัญในการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมลงสู่พื้นที่ เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างนวัตกรรมชุมชน และต่อยอดทรัพยากรในท้องถิ่นให้กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืน
“ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับรายได้ของประชาชน ทั้งภาคเกษตรกร หรือว่าแม้กระทั่งคนที่ด้อยโอกาส เงินของประเทศเราไม่ได้มีเยอะในช่วงนี้ ทำยังไรเราถึงจะสามารถที่จะให้เขาโดยที่ให้อย่างยั่งยืน แล้วก็เป็นสิ่งที่ประเทศเรามีอยู่แล้ว ก็มองว่านี่คือทรัพย์สินที่อยู่ในแผ่นดินของประเทศไทย ทำยังไงเราถึงจะสามารถแปลงทรัพย์สินในแผ่นดิน แปลงทรัพย์สินในท้องถิ่นของเขาเนี่ย กลับมาเป็นรายได้ให้ได้”
ทั้งนี้ แผนระยะ 4 ปีต่อจากนี้ จะขยายผลจากพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัดไปยังจังหวัดอื่นทั่วประเทศ โดยใช้โมเดลที่ประสบความสำเร็จเป็นต้นแบบ เพื่อลดระยะเวลาการเรียนรู้และสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที
“แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก
ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี กระทรวง อว. จะผลักดันการใช้ Appropriate Technology หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยชุมชน และสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงในท้องถิ่น
“เราก็จะประเมินเรื่องเกี่ยวกับการมีรายได้เพิ่ม จากหลากหลายโครงการก็จะมองเห็นว่าโดยเฉลี่ยเนี่ยประมาณอย่างน้อย 3,000 กว่าบาทที่เพิ่มขึ้น แล้วก็พยายามที่จะเพิ่มกลไกตรงนี้ให้มากที่สุด”
อย่างไรก็ตาม นายยศชนัน ยังระบุว่า ความยากจนไม่ได้เกิดจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด ภัยแล้ง น้ำท่วม การเข้าถึงการศึกษา ตลาด และบริการด้านสุขภาพ ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องดำเนินการแบบบูรณาการทั้งระบบ
ประเทศไทยจะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้ ต้องก้าวไปพร้อมกันทั้งประเทศ ไม่ใช่เพียงบางพื้นที่ เศรษฐกิจฐานรากต้องเข้มแข็ง รายได้ต้องกระจายถึงคนตัวเล็ก เกษตรกร และแรงงาน เมื่อฐานรากแข็งแรง ระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศก็จะมั่นคงมากขึ้น
“แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก
สำหรับกับดักรายได้ปานกลาง ต้องก้าวพ้นทั้งประเทศ ไม่ใช่ว่าเอาภาพรวมไม่กี่ที่มานับมวลรวม การกระจายรายได้ให้ทั่วถึง บุคคลที่อาจจะมองว่าเป็นพี่น้องรากหญ้า พี่น้องเกษตรกร หรือพี่น้องแรงงาน จะทำไม่ได้เลยถ้าวันนี้เราไม่ได้ทำเรื่องเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง เพราะฉะนั้นถ้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ก็แสดงว่าตัวต้นน้ำมีคุณภาพ ปลายน้ำก็ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้ Supply Chain จากต่างประเทศ ก็ใช้กลไกภายในเลย การหมุนเวียนเงินอยู่ในพื้นที่ อยู่ในแต่ละตำบล อยู่ในแต่ละอำเภอ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้เรามีรายได้ที่มั่นคง
นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า ความท้าทายสำคัญคือการค้นหาทรัพยากรและศักยภาพที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการค้นหาผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาส เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ภาครัฐ และสวัสดิการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ก่อนต่อยอดด้วยการดึงเงินลงทุน เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพเข้ามาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
พม. ใช้งานวิจัย-ฐานข้อมูลคนจน ยกระดับสวัสดิการ เก็บตกผู้หลุดจากระบบ
ด้าน นายนิกร กล่าวว่า กระทรวง พม. จะบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวง อว. อย่างใกล้ชิด และนำข้อมูลองค์ความรู้จากงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนที่ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัย ตลอดจนภาคีเครือข่ายในพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในการจัดระบบสวัสดิการดูแลประชาชนที่ยากจนให้เป็นไปอย่างทั่วถึง ครอบคลุมกลุ่มเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพในการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ดีขึ้น
“กระทรวง พม. หนึ่งในภาคีเครือข่ายของกระทรวง อว. ที่มีเป้าหมายที่ต้องการจะขจัดความยากจน แต่การที่เราจะขจัดความยากจนได้ กระทรวง พม. ทำคนเดียวไม่ได้ วันนี้จะเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับมาจากกระทรวง อว. เพื่อที่จะได้มีฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง แล้วเราก็จะไปเก็บคนที่ตกหล่น ที่ได้รับสวัสดิการของภาครัฐไม่ทั่วถึง อันนี้ก็เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตเขาขึ้นมาระดับหนึ่ง”
จากนั้นกระทรวง อว. ก็จะไปต่อยอดในการที่จะหาอาชีพสร้างรายได้ให้เหมาะสม เพื่อที่จะสุดท้ายแล้วก็จะมีกลุ่มเปราะบางที่ถูกยกระดับสวัสดิการให้ทั่วถึง และมีการต่อยอดอาชีพในอนาคต แล้วก็สุดท้ายก็จะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
“แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก
“HuG Market 101” ต้นแบบตลาดชุมชนแก้จน เพิ่มรายได้คนฐานราก
นายยศชนัน พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ ต.เกาะแก้ว อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานโครงการแก้จน “HuG Market 101 (วิสาหกิจชุมชนเกษตรสร้างสุข)” และพื้นที่เรียนรู้ Area-Based Lab
โดยตลาดแห่งนี้ถือเป็นต้นแบบตลาดชุมชนวิถีใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางวิชาการและงบประมาณจาก สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยมุ่งยกระดับให้เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสินค้าเกษตรแปรรูปที่ผ่านกระบวนการพัฒนาด้วยนวัตกรรม เพื่อจำหน่ายตรงสู่ผู้บริโภคในราคาที่เป็นธรรม และให้ความสำคัญกับมาตรฐานความสะอาดและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้หมุนเวียนให้คนในท้องถิ่น และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคในบรรยากาศที่เป็นกันเอง
“แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก
นางศศิกาญจน์ มุสิกวรรณวัฒน์ หัวหน้าโครงการวิจัยย่อย 2 ภายใต้โครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2568 ได้เล็งเห็นศักยภาพของพื้นที่ในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังจังหวัดสกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์อาเซียนที่สามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศลาวและเวียดนามได้ จึงมีแนวคิดที่จะสร้างศูนย์รวมสินค้าจากครัวเรือนยากจนให้เป็นจุดพักรถและแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม คล้ายกับโมเดลตลาดกลางดง จ.นครราชสีมา
เริ่มจากความว่างเปล่า ใช้เพียงเต็นท์กาง 20 หลังริมถนน และด้วยการสนับสนุนทุนจาก บพท. ในปี 2569 จึงสามารถยกระดับสู่การก่อสร้างอาคารตลาดที่ถาวร สร้างโรงเห็ด และปรับปรุงดินให้เกษตรกรยากจนมีพื้นที่ทำกินอย่างจริงจัง
หนึ่งในกุญแจสำคัญของความสำเร็จคือการสร้าง ADM (Area Development Manager) หรือนักบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นคนในชุมชนที่มีความพร้อมเรื่องพาหนะ ทำหน้าที่รวบรวมสินค้าจากครัวเรือนยากจนที่อยู่ห่างไกลและไม่มีรถออกมาขายเอง เพื่อนำไปส่งต่อยังจุดจำหน่าย ช่วยตัดปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง
นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเต็มรูปแบบผ่าน “Hug Market 101” ที่มีทั้งตลาดออนกราวด์และออนไลน์ รวมถึงแอปพลิเคชันใหม่ล่าสุด “ร้อยเอ็ดโอกาส” ที่นำระบบ AI มาช่วยเกษตรกร ชาวบ้านไม่ต้องพิมพ์รายงานยอดขายให้ยุ่งยาก แค่กดไมค์แล้วพูดรายงาน ยอดขายและบัญชีจะถูกบันทึกเข้าระบบทันที ซึ่งเราใช้ระบบ E-commerce ที่ใช้งานง่ายมาช่วยให้คนในพื้นที่เข้าถึงตลาดได้จริง
โครงการไม่ได้หยุดเพียงแค่ตลาดชุมชน แต่ยังขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนรายใหญ่ เช่น การนำสินค้าไปวางจำหน่ายในปั๊มและการเจรจากับกลุ่มโมเดิร์นเทรดระดับประเทศ เพื่อนำสินค้าชุมชนที่ได้มาตรฐานเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า
“แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก
สำหรับปี 2569 โครงการกำลังมุ่งเน้นไปที่การ “แก้จนคนเมือง” โดยประสานขอใช้พื้นที่เอกชนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาให้ครัวเรือนยากจนในเขตเมืองปลูกดอกไม้ เช่น ดาวเรือง ดอกรัก และดอกพุดซ้อน เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูงแต่ปัจจุบันยังต้องนำเข้าจากจังหวัดอื่น
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่ารายได้ของครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการสูงขึ้นกว่า 20% ตามเป้าหมาย KPI แม้ในกลุ่มผู้เปราะบางหรือผู้สูงอายุอาจมีศักยภาพต่างกันไป แต่ทุกคนมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าการรอเพียงเงินสวัสดิการรัฐ
จากนั้น ได้เดินทางต่อไปยังศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เทศบาลตำบลโพธิ์สัย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ “เกษตรตามรอยพ่อ ร.9” แบบบูรณาการวิถีเกษตรยุคใหม่ โดยมีการจัดสรรพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ แบ่งเป็น พื้นที่สระน้ำ (30%) สำหรับกักเก็บน้ำและเลี้ยงสัตว์น้ำ, พื้นที่ทำนา (30%), พื้นที่ปลูกไม้ผลและพืชผักสวนครัว (30%) และพื้นที่อยู่อาศัย (10%)
โมเดลการจัดสรรพื้นที่ดังกล่าว เป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยให้ประชาชนมีความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยแล้งโดยไม่ต้องรอพึ่งพาน้ำชลประทานเพียงอย่างเดียว ทำให้สามารถทำการเกษตรและสร้างรายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายหลักของรัฐบาลในการสร้างความพออยู่พอกิน แก้ปัญหาหนี้สิน และขจัดความยากจนให้หมดไปจากเศรษฐกิจฐานราก
“แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก
2 โมเดลต้นแบบแก้จนยโสธร
การเข้าเยี่ยมเยียนครัวเรือนยากจนของนางบัวผัน อุปพันธ์ วัย 72 ปี ในพื้นที่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร ซึ่งสภาพบ้านมีความเสื่อมโทรมไม่ปลอดภัย มีปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูฝน ซึ่งได้โครงการวิจัยแก้จนจากหน่วย บพท. ร่วมกับ วิทยาลัยชุมชนยโสธรและภาคีเครือข่าย ประสานส่งต่อข้อมูลให้สภาองค์กรชุมชนและสำนักงานพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เข้าไปช่วยเหลือปรับปรุงซ่อมแซมเทพื้นคอนกรีต เปลี่ยนหลังคา ประตู หน้าต่าง ให้ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัย เพื่อความมั่นคงในการใช้ชีวิต
“แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก
รวมถึง “ศูนย์เรียนรู้โมเดลแปลงรวมเกษตรอินทรีย์ บ้านหนองแหน” ต.หนองแหน อ.กุดชุม จ.ยโสธร ที่ใช้พื้นที่แปลงรวม 30 ไร่ ของนายปริญญา มีไชย มาเป็นพื้นที่ทำกินร่วมของชุมชน โดยมีแปลงรวมให้ครัวเรือนยากจนร่วมใช้ประโยชน์ 30 ครัวเรือน มุ่งเน้นการเชื่อมโยง “คน -ความรู้-ทรัพยากร-ตลาด” เข้าด้วยกัน ผ่านกลไกการทำงานของนักพัฒนาเชิงพื้นที่ (ADM) ที่เข้ามาเป็นโค้ชอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการหนุนปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีจากสถาบันวิชาการ อาทิ วิทยาลัยชุมชนยโสธร และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่นำนวัตกรรมสารชีวภัณฑ์และปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดเพื่อสร้างรายได้เสริมและทักษะการพึ่งพาตนเองของครัวเรือนยากจนได้
“แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก
บพท. ห่วงครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ดันขยายโมเดลแก้จน 20 จังหวัดสู่ทั่วประเทศ
นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจครัวเรือนยากจนร่วมกับภาคีเครือข่ายในหลายจังหวัด พบปัญหาความยากจนข้ามรุ่นที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะใน จ.ยโสธร ซึ่งพบผู้มีฐานะยากจนกว่า 20,000 คน ในจำนวนนี้กว่า 8,000 คนอยู่ในครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น
นายกิตติ ยังกล่าวว่า หลายครัวเรือนมีผู้สูงอายุเป็นผู้เลี้ยงดูหลาน ขณะที่เด็กจำนวนไม่น้อยขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะต้องอยู่ดูแลปู่ย่าตายายหรือสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้วงจรความยากจนถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จึงจำเป็นต้องเร่งเชื่อมโยงความช่วยเหลือไปสู่ระบบการศึกษาและการพัฒนาอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม
“วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. รับประเด็นนี้เป็นนโยบาย ซึ่งจะช่วยให้การขยายผลการแก้ปัญหาความยากจนเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ” นายกิตติ กล่าว
กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)
ทั้งนี้ การขยายผลในเชิงนโยบายจะดำเนินการ 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การขยายพื้นที่ดำเนินงานในรูปแบบ Area Sandbox ให้ครอบคลุมมากขึ้น และการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะ 5 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล่าสุด บพท. ได้ส่งต่อข้อมูลครัวเรือนยากจนเข้าสู่ระบบของกระทรวง พม. แล้ว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้รับ
สำหรับครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสด้านการศึกษาให้เด็กและเยาวชน รวมถึงการพัฒนาทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละครัวเรือน เพื่อสร้างรายได้และลดการพึ่งพาความช่วยเหลือในระยะยาว
นายกิตติ กล่าวว่า การประเมินผลการแก้ปัญหาความยากจนจะพิจารณาใน 2 มิติ ได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจ ซึ่งวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมิติด้านคุณภาพชีวิต ขณะที่ผลลัพธ์ระยะยาวจะพิจารณาจากโอกาสทางการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น
ส่วนกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. มีนโยบายขยายโมเดลแก้ปัญหาความยากจนจาก 20 จังหวัดไปสู่ทั่วประเทศนั้น นายกิตติ กล่าวว่า ได้มีการหารือเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวง พม. ซึ่งมีความเห็นร่วมกันว่าควรนำพื้นที่นำร่องทั้ง 20 จังหวัดที่ประสบผลสำเร็จในรูปแบบ Area Sandbox เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกระดับพื้นที่และชุมชน
เรื่องความยากจนไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเชิงโครงสร้างเท่านั้น เราจะต้องให้เขาเข้าสู่โอกาสต่างๆ ทั้งการศึกษา การเพิ่มรายได้ เพื่อทำให้เขาลุกขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง สามารถ ยืนหยัดได้ให้เขามีความรู้สึกว่ามีคุณค่าทางสังคม
่อ่านข่าว :
“ควายปลัก” ทะเลน้อย วิถีชุมชน 200 ปี ไทย-จีน ผนึกตั้งศูนย์วิจัย สู่โมเดลแก้จน
ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี
ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน สังเคราะห์ข้อมูล 4 ภูมิภาค ดันสู่แผนพัฒนาฯ ฉ.14 สภาพัฒน์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nuFJLzUfNUAMs7MQoyY6E

