ในยามที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว และวิกฤติพลังงานยังคงเป็นโจทย์หินที่แก้ไม่ตก ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับ “ช่วงเวลาตัดสินใจ” ครั้งสำคัญ เพื่อรักษาอิทธิพลในเศรษฐกิจโลกและคงมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีของประชากร 450 ล้านคนให้ได้ต่อไป
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ โครงการ “Leaders for European Growth and Competitiveness” (LGC) ของ World Economic Forum ได้รวมพลผู้นำทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ มาหารือเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน โดยจัดประชุมเชิงกลยุทธ์ที่กรุงดับลิน ไอร์แลนด์ และกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี เพื่อเปลี่ยน “ปัญหาที่รู้กันอยู่” ให้กลายเป็น “การลงมือทำจริง” โดยรายงานฉบับสมบูรณ์จะถูกเปิดเผยใน ก.ย. 2569 นี้
โจทย์ยากที่ยุโรปต้องแก้ จากวิกฤติสู่โอกาส
ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนในปี 2569 ไว้เพียง 0.9% เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่ 2.3% หรือจีนที่ 4.6% และอินเดียที่ 6.4% ยุโรปจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อข้ามผ่านความเจ็บปวดในระยะสั้น
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาหารือคือ “การลดความซับซ้อน” ของตลาดที่ยังกระจัดกระจายเพื่อให้บริษัทข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการข้ามผ่านระดับการใช้งาน AI ขั้นพื้นฐาน ไปสู่การ “สร้างนวัตกรรมใหม่” ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ทั้งศูนย์ข้อมูล (Data Centres) และระบบคลาวด์คอมพิวติ้งที่ทรงพลังมากขึ้น เพื่อสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพของยุโรปไม่ให้ไหลออกไปเติบโตในต่างแดน
หัวใจสำคัญ เงินทุนและพลังงานสีเขียวที่ยั่งยืน
ยุโรปกำลังเผชิญกับปัญหา “เงินล้นบัญชีแต่ขาดการลงทุน” สภาพคล่องมหาศาลจมอยู่ในบัญชีเงินฝาก ผู้นำจึงนำเสนอแนวคิดที่จะดึงเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันมาลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การลงทุนที่สร้างความมั่งคั่งให้พลเมืองในระยะยาว (Long-term Wealth) ไปพร้อมกับการเติบโตของเศรษฐกิจ
ในขณะเดียวกัน “พลังงาน” ก็คือแกนกลางของความยั่งยืนที่ขาดไม่ได้ ยุโรปตระหนักดีว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนจากภายนอกทำให้ภูมิภาคเปราะบางอย่างยิ่ง การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Decarbonization) จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภาระต้นทุน แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคง” ที่จะช่วยให้ยุโรปยืนหยัดได้ด้วยตัวเองและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
ถอดบทเรียนยุโรป มุมมองจากประเทศไทย
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย โจทย์เรื่อง “ความสามารถในการแข่งขัน” ผ่านนวัตกรรมและพลังงานสะอาดก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
- ยกระดับอุตสาหกรรม: จากรายงานของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประเทศไทยกำลังเร่งดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของยุโรปที่ต้องการเปลี่ยน “โรงงานแบบเดิม” ให้กลายเป็น “โรงงานอัจฉริยะ” ที่ใช้ระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาบริหารจัดการ
- การเตรียมพร้อมสู่มาตรฐานโลก: ความท้าทายที่สำคัญของไทยคือการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งบริษัทชั้นนำในไทยเริ่มปรับกระบวนการผลิตเพื่อตอบรับเกณฑ์ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป เพื่อรักษาศักยภาพในการส่งออกและยกระดับสู่การเป็นฐานการผลิตสีเขียวในภูมิภาค
- การระดมทุน: คล้ายกับยุโรป ไทยกำลังพยายามผลักดันการจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยมี “เงินทุน” และ “ตลาด” ในการทดลองใช้เทคโนโลยีจริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า
การประชุมของกลุ่มผู้นำในยุโรปครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่ว่าจะอยู่ซีกโลกไหน “ความยั่งยืน” และ “นวัตกรรม” จะเป็นเพียงแค่คำสวยหรูไม่ได้ แต่ต้องถูกบรรจุอยู่ในนโยบายการเงินและการผลิตที่ปฏิบัติได้จริงเท่านั้น เพราะนี่คือเดิมพันที่แพงที่สุดสำหรับอนาคตของคนรุ่นถัดไป
ที่มา : World Economic Forum
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1243799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Lp7punjNKzxzLKln2c-q5

