กกร.เตือนปัญหาขาดแคลนแรงงานลุกลามเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างเสนอรัฐเร่งต่ออายุใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว ลดขั้นตอนนำเข้า และแก้ระบบ e-Work Permit เพื่อรักษากำลังแรงงานไม่ให้หลุดระบบ
นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยถึง สถานการณ์แรงงานในประเทศไทยว่า จากเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล เริ่มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศไทยทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในภาคการส่งออก การเกษตร การท่องเที่ยว และต้นทุนพลังงาน โดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร) คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยเผชิญความท้าทายจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวอาจสูญเสียรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ในภาพรวมประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ อาจฉุด GDP ของไทยให้ลดลงได้ถึง 0.1 – 0.8% ตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของความขัดแย้ง แต่มันคือ “ระเบิดเวลา” ทางเศรษฐกิจจากราคาพลังงานและต้นทุนการค้าที่พุ่งสูง คือโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งวางแผนรับมือเพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้
อย่างไรก็ดี วิกฤตดังกล่าวอาจเป็น “โอกาส” สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งออก เนื่องจากคาดว่าจะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในบางตลาด สิ่งสำคัญคือ การบูรณาการและประเทศไทยจะเลือกใช้เส้นทางการขนส่งใดเป็นทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางผ่านซาอุดีอาระเบีย หรือผ่านทวีปแอฟริกาเพื่อเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ในด้านการท่องเที่ยว ความไม่สงบในตะวันออกกลางอาจทำให้นักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่เคยเดินทางไปตะวันออกกลาง เปลี่ยนจุดหมายปลายทางมายังเอเชีย อาเซียน และประเทศไทยมากขึ้น
นอกจากนี้กลุ่มนักลงทุนหรือผู้มีฐานะจากตะวันออกกลางอาจมองหาพื้นที่ที่มีความปลอดภัย (Safe Area) สำหรับการพักอาศัยหรือการลงทุน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ทั้งนี้จากที่กล่าวมาเบื้องต้น จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ภาคเอกชน ยัประสบปัญหาสำคัญและมีความกังวลอย่างมาก คือ “ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน” โดยประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างกำลังแรงงานที่ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้างในทุกภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันอัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กำลังแรงงานในประเทศหดตัวลงอย่างชัดเจน ประกอบกับข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงในหลายระดับทักษะ ทั้งแรงงานไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และฝีมือ
นายวิบูลย์ กล่าวว่า สมาชิกผู้ประกอบการจำนวนมากได้มีหนังสือร้องเรียนมายังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินกิจการ การผลิต การให้บริการ และศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย โดยสถานการณ์ในขณะนี้ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (งานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล) และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักและเกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
ด้านนายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร. มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ปัญหาแรงงานต่างด้าวขณะนี้ที่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเร็ว โดยกกร.ตระหนักดีว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงถึงมิติด้านความมั่นคงควบคู่กับมิติทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรอบด้าน
อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบันอย่างที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น จึงมีความจำเป็นให้มีมาตรการแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานทุกสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเฉพาะหน้าที่จำเป็นอย่างยิ่งและจะต้องดำเนินการโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานเหล่านี้กลายเป็นแรงงานนอกระบบผิดกฎหมายยากต่อการควบคุมดูแล ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศได้
นอกจากนี้ควรเร่งวางแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านกำลังแรงงานของประเทศ ทั้งนี้ กกร. จึงขอเสนอ รัฐบาลเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะ ดังนี้
1.พิจารณามาตรการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย และให้มีการตรวจสอบประวัติกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อสร้างการดูแลแรงงานอย่างเป็นระบบภายใต้เงื่อนไขอย่างเคร่งครัดชัดเจน พร้อมทั้งให้นายจ้างรับผิดชอบและกำกับดูแลอย่างเหมาะสม โดยหากแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติมีพฤติกรรมต่อความมั่นคงของชาติให้ส่งกลับประเทศต้นทางทันที
ขณะที่แรงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะในจังหวัดภาคตะวันออก จันทบุรี, ระยอง, ตราด, ปราจีนบุรี, สระแก้ว ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับภาคเอกชนในจังหวัดเพื่อออกมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับการเก็บผลไม้ที่จะมีการออกผลจำนวนมากในอนาคต ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นนี้สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) เมื่อวันที่ 12 และเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้นเป็นประธาน
2. แรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่ได้ออกจากประเทศไทยไปแล้ว หรือลักลอบเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ไม่ควรต่อใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวทุกกลุ่ม ทุกกรณี
3. ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการนำเข้าและขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่มีนายจ้าง และอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นการลดภาระของนายจ้างผู้ประกอบการ และเพื่อรักษาและคงไว้ซึ่งกำลังแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่ภายในประเทศให้เพียงพอ
4.เร่งรัดการแก้ไขปัญหาการใช้ e-Work Permit ของกรมการจัดหางาน ให้มีความเสถียรและใช้งานสะดวกและมีประสิทธิภาพแก้ปัญหาระบบล่ม คิวเต็ม ทำให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าวยื่นขอต่ออายุไม่ทัน ส่งผลให้เกิดปัญหาแรงงานต่างด้าวหลุดจากระบบ นายจ้างและแรงงานต่างด้าวเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มและเสี่ยงต่อการถูกปรับจาก ตม. อีกทั้งระบบ e-Work Permit ยังไม่เชื่อมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานอื่น อาทิ ตม. ประกันสังคม หรือสาธารณสุข ทำให้ต้องกรอกข้อมูลซ้ำและเกิดความคลาดเคลื่อน
ทั้งนี้ ขณะที่ระบบ e-Work Permit ยังอยู่ในระหว่างการแก้ไขก็ขอให้กระทรวงแรงงานอนุโลมใช้ระบบเดิมควบคู่กันไปก่อน และขอให้กระทรวงแรงงานประสานกับ ตม. เพื่อผ่อนผันการจับกุมแรงงานที่ผิดกฎหมายเนื่องจากเหตุดังกล่าวนี้ด้วย
5.กระทรวงแรงงาน ควรวางแผนทดแทนแรงงานต่างด้าวในระยะยาว โดยการเพิ่มช่องทางการนำเข้าแรงงานต่างด้าวภายใต้ MOU โดยการเร่งรัดการเจรจากับประเทศต้นทาง เพื่อจัดหาและนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่นๆ เช่น ศรีลังกา บังคลาเทศ และอินโดนีเซีย เป็นต้น เพื่อป้อนภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนอย่างเร่งด่วนต่อไป
อย่างไรก็ตามกกร.ขอเน้นย้ำว่า ภาคเอกชนไทยสนับสนุนการจ้างงานแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายและพร้อมให้ความร่วมมือรัฐบาลในทุกด้านเพื่อบรรลุนโยบายนี้ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงทีโดยเร็ว จะส่งผลให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง SME จำนวนมาก ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UbgznIJIDEEkr_5cIkfNA

