• Fri. May 22nd, 2026

พลิกงานอนุรักษ์สู่เศรษฐกิจสีเขียว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อม ‘คน-ป่า-ธุรกิจ’ เติบโตบนทุนธรรมชาติอย่างยั่งยืน

พลิกงานอนุรักษ์สู่เศรษฐกิจสีเขียว-มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ-เชื่อม-‘คน-ป่า-ธุรกิจ’-เติบโตบนทุนธรรมชาติอย่างยั่งยืนพลิกงานอนุรักษ์สู่เศรษฐกิจสีเขียว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อม ‘คน-ป่า-ธุรกิจ’ เติบโตบนทุนธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ความหลากหลายทางชีวภาพ ทุนธรรมชาติ  สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทย

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก “ความหลากหลายทางชีวภาพ” กำลังกลายเป็นมากกว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ทุนสำคัญ” ของเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตของมนุษยชาติ

sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity-SPACEBAR-Photo01.jpg

วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ

22 พฤษภาคมของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้เป็น วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day for Biological Diversity) เพื่อรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศ ในปี 2569 องค์การสหประชาชาติใช้แนวคิด “Acting locally for global impact” หรือ “ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก” เพื่อสะท้อนว่าการฟื้นฟูธรรมชาติเริ่มต้นได้จากการลงมือทำในพื้นที่จริง และหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของประเทศไทย คือการทำงานของ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” ที่กำลังขับเคลื่อนแนวคิดการพัฒนาที่ยึดธรรมชาติเป็นฐาน พร้อมต่อยอด “ทุนธรรมชาติ” ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับการสร้างสมดุลระหว่างคน ป่า และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือประธานสายงาน NbS (Chief Nature-Based Solutions Officer) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง “ปลูกคน ปลูกป่า” ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มากว่า 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือประธานสายงาน NbS (Chief Nature-Based Solutions Officer) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือประธานสายงาน NbS (Chief Nature-Based Solutions Officer) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การใช้การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน

สำหรับยุทธศาสตร์แรก มูลนิธิฯ ได้นำแนวคิด Nature-based Solutions (NbS) มาต่อยอดจากโครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย ซึ่งดำเนินงานมากว่า 38 ปี บนพื้นที่ 91,779 ไร่ จนกลายเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูระบบนิเวศควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน

sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity-SPACEBAR-Photo03.jpg

ข้อมูลจากพื้นที่ดอยตุงสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพอย่างชัดเจน โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด รวมถึงพืชชนิดใหม่ของโลก 12 ชนิด เช่น “นครินทรา” “เทียนดอยตุง” และ “ม่วงพายัพ” ขณะเดียวกันยังพบสัตว์ป่ากว่า 1,177 ชนิด รวมถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า การดูแลคนและธรรมชาติไปพร้อมกัน สามารถนำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯ ยังเริ่มศึกษาการจัดการ Nature-related Risks หรือความเสี่ยงทางธรรมชาติ เพื่อรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการเพาะปลูก ระบบนิเวศ และความเสี่ยงด้านภัยพิบัติในระยะยาว

นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติและสากล

ด้านยุทธศาสตร์ระดับประเทศและระดับสากล นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ยังอยู่ระหว่างการผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30×30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573

ขณะเดียวกันยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย

sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity-SPACEBAR-Photo05.jpg

นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค

ส่วนในระดับพื้นที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังขยายงานศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ในพื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดตรัง พื้นที่กว่า 10,832 ไร่ ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP

ขณะเดียวกัน ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) เพื่อยกระดับบทบาทของชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด   ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด   ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือการขยายผล และส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษ

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญ คือการขยายองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจ ผ่านบริการ Biodiversity Advisory Service หรือบริการที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อช่วยองค์กรฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในจังหวัดชลบุรี และการพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว โดยเน้นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า การผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ สั่งสมมาตลอด 38 ปี อาจเป็น “ทางรอด” สำคัญของเศรษฐกิจและโลกในอนาคต เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงการรักษาธรรมชาติ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่คน ป่า และธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3epLsB5eouhAiAlsFQ2BiA