
นายสตีเฟน เอ็นเดกวา (Stephen Ndegwa) ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Building Thailand’s Future Today: Higher Value, Better Jobs” หรือ “สร้างอนาคตไทยวันนี้ ยกระดับเศรษฐกิจ สร้างงานคุณภาพ” บนเวทีที่จัดโดย THE STANDARD ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 แต่จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อสร้างการเติบโตและการจ้างงานที่มีคุณภาพ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 8% ต่อปีในช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนชะลอลงเหลือประมาณ 2–2.2% ต่อปีหลังวิกฤตโควิด-19 ขณะที่ผลิตภาพซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจก็มีบทบาทลดลง
ธนาคารโลกประเมินว่า หากไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 จำเป็นต้องมีอัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัวอย่างน้อย 5.4% ต่อปี แต่หากยังเติบโตในระดับ 2.2% อาจต้องรอถึงปี 2599 ประกอบกับจำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง ทำให้การเพิ่มผลิตภาพเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตระยะยาว
นายเอ็นเดกวา ระบุว่า ธนาคารโลกเสนอ 3 แนวทางสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทย ได้แก่
- เพิ่มการแข่งขันและปลดล็อกธุรกิจ SMEs โดยลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เปิดโอกาสให้ธุรกิจรายใหม่เข้าสู่ตลาด และสนับสนุนกิจการขนาดเล็กให้ขยายตัวได้มากขึ้น
ปัจจุบัน อัตราการจัดตั้งธุรกิจใหม่ของไทยเพิ่มจาก 0.9 รายต่อประชากรวัยแรงงาน 1,000 คน ในปี 2551 เป็น 1.7 รายในปี 2567 แต่ยังต่ำกว่าประเทศรายได้สูงที่มีอัตราเฉลี่ย 7.5 ราย
ขณะที่กิจการขนาดจิ๋วมีสัดส่วนถึง 81% ของกิจการภาคการผลิตไทย แต่สร้างการจ้างงานเพียง 16% ส่วนกิจการขนาดเล็กสร้างมูลค่าเพิ่มต่อแรงงานได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของกิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่
ธนาคารโลกจึงเสนอให้ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างรัฐวิสาหกิจกับเอกชน กำกับการควบรวมกิจการเพื่อป้องกันการผูกขาด และเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ SMEs โดยใช้ข้อมูลธุรกรรมดิจิทัลช่วยประเมินความสามารถชำระหนี้แทนการพึ่งพาหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงอย่างเดียว
- ผลักดัน AI และนวัตกรรมสู่ธุรกิจขนาดเล็ก โดยธนาคารโลกมองว่า แม้ไทยประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุน Data Center แต่ประโยชน์สำคัญของ AI อยู่ที่การนำเทคโนโลยีต้นทุนต่ำไปเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ประกอบการและแรงงานในวงกว้าง
ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า กิจการขนาดเล็กของไทยใช้ AI เพียง 7% เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 33% ขณะที่บริษัทไทยเพียง 8% มีการนำนวัตกรรมด้านกระบวนการผลิตหรือการรับรองมาตรฐานคุณภาพมาใช้
ทั้งนี้ ผลการศึกษาของธนาคารโลกพบว่า ผู้ประกอบการไทยที่นำ AI และนวัตกรรมมาใช้คาดว่าการจ้างงานและผลิตภาพจะเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าเทคโนโลยีสามารถเป็นเครื่องมือสร้างงาน ไม่ใช่เพียงทดแทนแรงงาน
- ขยายการค้าและเชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 700 ล้านคน โดยส่งเสริมให้ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการส่งออก พร้อมลดอุปสรรคทางการค้าและพัฒนาความร่วมมือด้านกฎระเบียบระหว่างประเทศ
ปัจจุบัน การค้าภายในอาเซียนมีสัดส่วนประมาณ 20% ของการค้าทั้งหมดของไทย เทียบกับการค้าภายในสหภาพยุโรปที่มีสัดส่วนราวสองในสาม ขณะที่ธุรกิจส่งออกมีแนวโน้มผลิตภาพสูงกว่าและจ่ายค่าจ้างแรงงานมากกว่าอย่างน้อย 10% จึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับรายได้แรงงานไทย
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเน้นย้ำความจำเป็นในการระดมเงินลงทุนภาคเอกชน หลังพบว่าการลงทุนของไทยอยู่ที่ประมาณ 22% ของ GDP เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่ 30% สะท้อนช่องว่างในการเพิ่มการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน กิจการขนาดเล็กประมาณ 40% มีสินเชื่อธนาคาร เทียบกับกิจการขนาดกลางที่ 60% จึงจำเป็นต้องขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและการจ้างงาน
นายเอ็นเดกวา กล่าวทิ้งท้ายว่า ธนาคารโลกยังเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะศักยภาพภาคเอกชนและทิศทางการพัฒนาที่ภาครัฐกับภาคธุรกิจมีเป้าหมายร่วมกัน หากสามารถเร่งปฏิรูปทั้ง 3 ด้านได้อย่างจริงจัง จะช่วยฟื้นผลิตภาพ เพิ่มการลงทุน และสร้างโอกาสให้ไทยบรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
ทั้งนี้ การเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานมูลค่าสูงจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยจากการเติบโตระดับต่ำ ไปสู่การขยายตัวที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/877692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z3IqlcrfWqXGPMWg0DaR1

