ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “เปลี่ยนความมั่นคงพลังงานสู่แต้มต่อของไทย” บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ว่า ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนข้อจำกัดด้านทรัพยากรพลังงานให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาต่อเนื่องหลายสิบปี การกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก

แม้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 90% ของความต้องการ และพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศประมาณ 40% แต่ยังมีความพร้อมด้านโรงกลั่น ระบบท่อส่งก๊าซ สถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) และเครือข่ายซื้อขายพลังงาน ซึ่งช่วยรักษาความต่อเนื่องของการผลิตในภาวะวิกฤต

นายคงกระพัน กล่าวว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สงครามยูเครน และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกเผชิญความผันผวนทั้งด้านราคาและห่วงโซ่อุปทาน โดยการบริหารพลังงานต้องสร้างสมดุลระหว่าง 3 ปัจจัย ได้แก่ ความมั่นคงในการจัดหา (Energy Security) ราคาที่เหมาะสม (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability)

อย่างไรก็ตาม ในภาวะวิกฤต ความมั่นคงในการจัดหาพลังงานเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เนื่องจากการขาดแคลนพลังงานย่อมกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่การลดการปล่อยคาร์บอนยังเป็นเป้าหมายสำคัญในระยะยาว

  • ชูโครงข่ายก๊าซ–LNG เสริมความมั่นคงพลังงาน

นายคงกระพัน ระบุว่า ไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย พื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย และนำเข้าก๊าซจากเมียนมา รวมถึง LNG จากตลาดโลก โดยมีโครงข่ายท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซที่ลงทุนต่อเนื่องมาหลายสิบปี

ปัจจุบันประเทศไทยมี LNG Terminal เปิดดำเนินการ 2 แห่ง มีกำลังรองรับรวมประมาณ 20 ล้านตันต่อปี โดยแห่งแรกลงทุนโดยกลุ่ม ปตท. ส่วนแห่งที่ 2 ที่หนองแฟบ จังหวัดระยอง ดำเนินการผ่านบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด (PE LNG) ซึ่งบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถือหุ้นฝ่ายละ 50% พร้อมมีโครงการแห่งที่ 3 อยู่ระหว่างพัฒนา

นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยยังสามารถนำไปแยกเป็นวัตถุดิบปิโตรเคมีและก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยนายคงกระพันระบุว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีสัดส่วนประมาณ 5% ของ GDP และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า 500,000 คน

สำหรับความร่วมมือระดับภูมิภาค อาเซียนมีเครือข่ายท่อส่งก๊าซหลายพันกิโลเมตรและสถานีรับ LNG ประมาณ 15 แห่ง ซึ่งช่วยให้ประเทศสมาชิกสนับสนุนการจัดหาพลังงานระหว่างกันได้ โดยยกตัวอย่างการส่งก๊าซช่วยเหลือมาเลเซียเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง และการขอรับก๊าซจากมาเลเซียในช่วงวิกฤตพลังงานที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปริมาณก๊าซจากแหล่งผลิตเดิมในอ่าวไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มลดลง ทำให้ไทยต้องพึ่งพา LNG เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซใหม่ รวมถึงโอกาสในทะเลอันดามัน แม้ต้นทุนการสำรวจและผลิตจะสูงขึ้น แต่ก๊าซจากแหล่งในประเทศยังมีโอกาสแข่งขันด้านต้นทุนกับ LNG นำเข้า

  • ลงทุนกว่า 1.11 แสนล้าน ยกระดับโรงกลั่นรับวิกฤต

นายคงกระพัน กล่าวว่า ไทยมีโรงกลั่นน้ำมันรวม 6 แห่ง สามารถผลิตน้ำมันดีเซล เบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา และวัตถุดิบปิโตรเคมี โดยต้องบริหารสมดุลการผลิต การใช้ในประเทศ และการส่งออกตามความต้องการของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ลงทุนกว่า 111,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของโรงกลั่นในการใช้วัตถุดิบจากหลายภูมิภาค ยกระดับความปลอดภัยและความต่อเนื่องของการผลิต รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถและเครือข่ายธุรกิจซื้อขายพลังงาน

ขณะเดียวกัน กลุ่ม ปตท. มีเครือข่าย Trading ในศูนย์กลางพลังงานสำคัญ ได้แก่ ฮิวสตัน ลอนดอน สิงคโปร์ และอาบูดาบี ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนได้เมื่อเกิดปัญหาการขนส่งหรืออุปทานหยุดชะงัก

นายคงกระพัน ยกตัวอย่างช่วงวิกฤตพลังงานเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลดลงจากประมาณ 70% เหลือ 30% โดยสามารถเพิ่มการจัดหาจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก และอเมริกาใต้ทดแทน ส่งผลให้โรงกลั่นยังเดินเครื่องได้ใกล้เต็มกำลังการผลิตหรือสูงกว่าระดับปกติ โดยไม่จำเป็นต้องลดกำลังผลิตจากการขาดแคลนวัตถุดิบ

ทั้งนี้ ความสามารถดังกล่าวสะท้อนข้อได้เปรียบของไทยที่มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานการผลิตในประเทศและเครือข่ายจัดหาพลังงานระดับโลก ช่วยรักษาความต่อเนื่องของอุตสาหกรรมและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้าเพียงภูมิภาคเดียว

  • รับภาระสภาพคล่องกว่า 2.3 แสนล้าน ดูแลพลังงานไทย

นายคงกระพัน กล่าวว่า ปตท. มีบทบาทสองด้าน ทั้งการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และบริษัทจดทะเบียนที่ต้องสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น โดยกลุ่ม ปตท. มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของตลาดหุ้นไทยตามข้อมูลที่นำเสนอ

ในช่วงวิกฤตพลังงาน ปตท. ให้ความสำคัญกับการรักษาความต่อเนื่องของการจัดหาพลังงาน แม้ต้องรับภาระสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงราคาน้ำมันดิบปรับตัวจากประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ ข้อมูลที่กลุ่ม ปตท. เปิดเผยก่อนหน้านี้ระบุว่า วิกฤตดังกล่าวส่งผลให้มีภาระสภาพคล่องเพิ่มเติมกว่า 230,000 ล้านบาท จากเงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาน้ำมันและก๊าซ หลักประกันธุรกรรมซื้อขายวัตถุดิบ และยอดค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 600 ล้านบาทต่อเดือน

นายคงกระพัน ระบุว่า ภาระดังกล่าวเป็นต้นทุนที่กลุ่ม ปตท. ต้องบริหารจัดการเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไม่สามารถนำต้นทุนทั้งหมดไปผลักภาระให้ผู้บริโภคผ่านราคาจำหน่ายได้โดยตรง

สำหรับโครงสร้างกำไรของกลุ่ม ปตท. นายคงกระพันอธิบายในเชิงสัดส่วนว่า ประมาณ 40% มาจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม อีกกว่า 20% มาจากธุรกิจก๊าซและการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่กำไรจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันโดยตรงมีสัดส่วนต่ำกว่า 20% สะท้อนความสำคัญของการกระจายการลงทุนและสร้างรายได้จากธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ปตท. ยังให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลปริมาณการผลิต การจัดเก็บ และการกระจายพลังงานผ่านระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารห่วงโซ่อุปทานพลังงาน

  • ดันก๊าซธรรมชาติควบคู่ CCS รับ Net Zero ปี 2050

นายคงกระพัน กล่าวว่า ก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงานโลกในช่วง 20–30 ปีข้างหน้า เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และชีวภาพ ยังต้องใช้เวลา โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการผลิตไฟฟ้าและต้นทุนระบบกักเก็บพลังงาน

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องใช้ก๊าซธรรมชาติควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต เมื่อภาระต้นทุนจากการปล่อยคาร์บอนสูงขึ้น

สำหรับการพัฒนา CCS บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ได้อนุมัติการลงทุนโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย วงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการในปี 2571 และทยอยเพิ่มกำลังการกักเก็บคาร์บอนสูงสุดประมาณ 1 ล้านตันต่อปี

ขณะเดียวกัน กลุ่ม ปตท. ยังมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน CCS ขนาดใหญ่ในอ่าวไทยช่วงปี 2576–2577 เพื่อรองรับการลดคาร์บอนจากอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยได้ยาก เช่น ปิโตรเคมี โรงกลั่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และโรงไฟฟ้า รวมถึงการศึกษาโครงการนำร่องในพื้นที่มาบตาพุดและภาคตะวันออก

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. วางแนวทางมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050 ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การปรับพอร์ตธุรกิจสู่กิจกรรมคาร์บอนต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานและกระบวนการผลิต และการใช้เทคโนโลยี CCS จัดการคาร์บอนส่วนที่ยังไม่สามารถลดได้

นายคงกระพัน กล่าวทิ้งท้ายว่า ความมั่นคงทางพลังงานของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพยากรภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ไทยรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย