สตีเฟน เอ็น. เนดกวา (Stephen N. Ndegwa) ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ในหัวข้อ Building Thailand’s Future Today: Higher Value, Better Jobs ถึงแนวทางผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยเน้นย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ (Productivity) เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง
เนดกวาย้อนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษ 1990 หลังเคยขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 8% ต่อปี นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วที่สุด และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ทว่าต่อมา เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตเฉลี่ยเพียง 2-2.2% ต่อปี หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19
เนดกวาระบุว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 อัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัวจะต้องอยู่ที่อย่างน้อย 5.4% ต่อปี แต่หากยังเติบโตในระดับ 2.2% ต่อปี ไทยอาจต้องรอจนถึงปี 2056 จึงจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
ขณะเดียวกัน เนดกวายังกล่าวถึงบทเรียนสำคัญจากการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ที่เพิ่งสิ้นสุดลงในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมี 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ได้แก่ การนำ AI มาใช้เพื่อสร้างงาน การเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการระดมเงินทุนจากภาคเอกชน
ในประเด็นการลงทุน เนดกวาชี้ว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 22% ของ GDP ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่มีสัดส่วนประมาณ 30% ของ GDP จึงยังมีช่องว่างให้ไทยสามารถเพิ่มการลงทุนเพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกมาก
จากบทเรียนดังกล่าว ธนาคารโลกมองว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญ 3 ด้านที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง ได้แก่
1. ส่งเสริมการแข่งขัน เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโต
เนดกวาระบุว่า แนวทางแรก คือ การลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดและส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูงก็ควรได้รับโอกาสในการขยายกิจการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มการจ้างงาน
ปัจจุบัน ธุรกิจขนาดเล็กคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 81% ของผู้ประกอบการในภาคการผลิตของไทย แต่กลับมีสัดส่วนการจ้างงานเพียง 16% รวมถึงยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อแรงงานได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโต โดยเนดกวาเสนอให้รัฐบาลลดต้นทุนในการเริ่มต้นและขยายกิจการ รวมถึงเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบผ่านแนวทางปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Guillotine) เพื่อลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ไทยยังควรส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมระหว่างรัฐวิสาหกิจกับภาคเอกชน ตลอดจนปรับปรุงการกำกับดูแลการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ เพื่อป้องกันการครอบงำตลาดที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเนดกวาเสนอให้นำข้อมูลธุรกรรมดิจิทัล เช่น ยอดขาย ฐานลูกค้า และวินัยในการบริหารบัญชี มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น
2. ผลักดันการใช้ AI และนวัตกรรมในธุรกิจขนาดเล็ก
เนดกวามองว่า แม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center แต่โอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก AI อยู่ที่การนำเทคโนโลยีซึ่งมีราคาที่เข้าถึงได้และสามารถใช้งานได้จริง มาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก
ปัจจุบัน ไทยมีธุรกิจขนาดเล็กเพียง 7% ที่นำ AI มาใช้ เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วน 33% ซึ่งเนดกวามองว่า หากไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้ AI ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กได้เป็น 2-3 เท่า ก็จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ทดแทนแรงงานนั้น เนดกวาระบุว่า ผลการศึกษาของธนาคารโลกพบว่า บริษัทไทยคาดการณ์ว่าการนำ AI และนวัตกรรมมาใช้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและการจ้างงาน มากกว่าจะทำให้จำนวนพนักงานลดลง
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารโลกจึงเสนอให้ประเทศไทยปรับทิศทางนโยบายส่งเสริมเทคโนโลยี โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจขนาดเล็กนำ AI มาใช้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศ
3. ขยายการค้าและเชื่อมโยงตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน
สำหรับโอกาสสุดท้าย เนดกวามองว่า ประเทศไทยควรยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 700 ล้านคน และอยู่ใกล้กับประเทศไทย
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการสนับสนุนให้ SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการผลิตสินค้าและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เนื่องจากบริษัทที่ประกอบธุรกิจส่งออกมีแนวโน้มที่จะมีผลิตภาพสูงกว่า และจ่ายค่าจ้างให้แรงงานสูงกว่าอย่างน้อย 10%
อย่างไรก็ตาม เนดกวาชี้ว่า การค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ขณะที่การค้าระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 2 ใน 3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า อาเซียนยังมีโอกาสอีกมากในการขยายการค้าภายในภูมิภาค
ธนาคารโลกจึงเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนยกระดับความร่วมมือด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทางการค้า และลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงตลาดและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกัน
ขณะที่ในช่วงท้าย เนดกวาย้ำว่า ธนาคารโลกยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และเคยประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วมาแล้วในอดีต โดยมองว่า หากประเทศไทยสามารถเดินหน้าปฏิรูปทั้ง 3 ด้านได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็มีโอกาสที่จะเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/world-bank-thailand-sme-ai/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PjpctXgTHH12aivgjz64U

