โออีซีดีมองไทยมาไกล เป็นเจ้าภาพประชุมไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์รอบ 35 ปี เตือนเศรษฐกิจมีทั้งความสำเร็จและท้าทาย เน้นสร้างผลิตภาพขับเคลื่อนการเติบโต
โออีซีดีมองไทยมาไกล เป็นเจ้าภาพประชุมไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์รอบ 35 ปี เตือนเศรษฐกิจมีทั้งความสำเร็จและท้าทาย เน้นสร้างผลิตภาพขับเคลื่อนการเติบโต
มาเธียส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) กล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน FUTURE-READY ECONOMY 2026 ชี้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและเผชิญความท้าทายรอบด้าน ในการรอดพ้นวิกฤติเหล่านี้ หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่อยู่ที่ความพร้อมของระบบเศรษฐกิจว่าสามารถรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้มากเพียงใด
คอร์มันน์กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี สะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของไทยและได้เห็นว่าไทยก้าวหน้ามาไกลเพียงใด ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อเศรษฐกิจโลก และในฐานะที่ตนมีบทบาทในแวดวงภาครัฐออสเตรเลีย ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาและรัฐมนตรีคลัง ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จที่โดดเด่นของภูมิภาค
ภาพรวมเศรษฐกิจโลก-ไทย
เศรษฐกิจโลกผ่านวิกฤติมากมามาย ทั้งโรคระบาดใหญ่ สงครามรัสเซีย-ยูเครน วิกฤติพลังงาน เงินเฟ้อ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.7% ในครึ่งแรกของปีนี้ แต่ยังสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 2.4% เป็นเพราะเศรฐกิจมีการปรับตัว โดยตลาดพลังงานและภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี/อิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 2.9% และเติบโต 3% ในปีหน้า โดยคาดว่าประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่งอาจเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก เช่น อินเดีย 7.1%, อินโดนีเซีย 5.2%, จีน 4.5%
ส่วนไทยอาจโตแข็งแกร่งขึ้นจาก 1.7% เป็น 2.1% ในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม หากราคาพลังงานและอาหารยังคงอยู่ในระดับสูงและภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้นอีก โออีซีดีคาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ครั้งที่สองของหน่วยงานราว 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ และอัตราเงินเฟ้ออาจสูงกว่าที่คาดไว้ 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์
คอร์มันน์ แนะนำว่า ผู้กำหนดนโยบายควรรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อตามที่คาดการณ์ไว้ ให้การสนับสนุนด้านพลังงานอย่างมีเป้าหมายและเป็นไปตามหลักการทางเทคนิค เพราะนั่นจะเป็นผลดีต่อการคลัง และมีจุดประสงค์เพื่อประหยัดพลังงาน กระจายแหล่งพลังงาน และฟื้นฟูฐานการคลัง เพื่อให้มีพื้นที่ในการรับมือกับวิกฤติครั้งต่อไป
ความท้าทายน่าจับตา
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต คอร์มันน์กล่าวว่า ยังคงมีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ลึกไปกว่านั้น ซึ่งมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยด้านโครงสร้างประชากร และการชะลอตัวของผลิตภาพ
เลขาธิการโออีซีดีกล่าวว่า ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงจาก 2.9% เป็น 1.7% ภายในปี 2050 แม้ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจมาจากประชากรวัยทำงาน แต่ปัจจัยด้านประชากรทำให้เป้าหมายทางเศรษฐกิจเหล่านั้นอาจบรรลุได้ยากขึ้น โดยประชากรวัยทำงานในกลุ่มประเทศโออีซีดี อาจลดลงเฉลี่ย 8% ระหว่างปี 2023–2060
ขณะที่ประเทศไทยคาดว่าจะลดลงถึง 29% และนั่นอาจนำไปสู่ผลิตภาพชะลอตัวตามมา
การเติบโตของผลิตภาพประเทศโออีซีดีลดลงจาก 2.0% ในช่วงปี 2001-2007 เหลือเพียง 0.8% ในช่วง 2020-2024 ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราเดิม
ส่วนอัตราการเติบโตของผลิตภาพประเทศไทย คอร์มันน์ระบุว่า มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและเผชิญกับความท้าทาย กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัวของไทย เพิ่มขึ้นจาก 30% ของค่าเฉลี่ยโออีซีดีในปี 2000 สู่ระดับ 40% ในปี 2013 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังคงอยู่ 40% ในปี 2024 ในขณะที่อัตราการเติบโตของผลิตภาพลดลงจาก 4.1% ต่อปีในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เหลือ 1.7% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา
“ช่องว่างระหว่างสถานะปัจจุบันของไทยกับศักยภาพที่ควรจะเป็นนั้น ไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัญหา แต่ควรมองเป็นโอกาสสำคัญ และหนทางที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ คือการทำให้ผลิตภาพกลับมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตอีกครั้ง”
แนะไทยพัฒนาทุนมนุษย์
เวทีหารือ FUTURE-READY ECONOMY 2026 เน้นการหารือเรื่อง “ทุน” ในมุมที่กว้างกว่าแค่เรื่องของเงินตรา
คอร์มันน์ กล่าวว่า โออีซีดีสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวและว่าทุนจะสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อมีการผนวกเข้ากับกลไกตลาดที่มีการแข่งขัน มีสถาบันที่เข้มแข็ง มีบุคลากรที่มีทักษะ และมีความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่น
เงินทุนสำคัญที่หยิบยกมาหารือในงานประชุมนี้ ได้แก่ เงินทุนสำหรับการเติบโต คน การเปลี่ยนผ่าน ความยืดหยุ่น และความมั่นคง เลขาธิการโออีซีดีได้พูดถึงสองเงินทุนที่ประเทศไทยควรส่งเสริม ได้แก่ เงินทุนสำหรับคน และเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่าน
คอร์มันน์ย้ำว่า ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ และนี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่สุดของประเทศไทย
จากคะแนนประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ประจำปี 2025 เยาวชนไทยอายุ 15 ปี ราว 41% มีผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งอยู่ที่ 26% และมีเพียง 1% ของนักเรียนไทยเท่านั้นที่ทำผลงานได้ในระดับยอดเยี่ยมด้านวิทยาศาสตร์ เทียบกับค่าเฉลี่ยโออีซีดี ที่ 7% และสิงคโปร์ที่ 26%
เลขาธิการโออีซีดีจึงแนะว่า ระบบเศรษฐกิจที่ต้องการให้แรงงานแต่ละคนสร้างผลผลิตได้มากขึ้นท่ามกลางภาวะจำนวนแรงงานที่ลดลงนั้น และแรงงานที่ยังมีทักษะไม่เพียงพอนั้น ไม่มีการลงทุนใดจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าไปกว่า “การยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้” ตั้งแต่การเรียนรู้ในช่วงปฐมวัย ครอบคลุมไปถึงระบบโรงเรียนและการอาชีวศึกษา และต้องต่อเนื่องไปตลอดช่วงชีวิตการทำงาน เนื่องจากอาชีพการงานในปัจจุบันจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การลงทุนในทุนมนุษย์ยังหมายถึงการดึงดูดผู้คนเข้าสู่การจ้างงานที่มีคุณภาพด้วย
ในภาวะที่ประชากรวัยแรงงานมีจำนวนลดลง ประเทศไทยไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่มีศักยภาพต้องหลุดออกจากระบบแรงงานไปได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมของแรงงานสตรีและผู้สูงวัย รวมถึงลดต้นทุนในการสร้างงานในระบบ เพื่อให้แรงงานจำนวนมากเปลี่ยนจากภาคเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่การจ้างงานที่มีสวัสดิการคุ้มครอง มีการฝึกอบรม และสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้
เมื่อมีแรงงาน และแรงงานมีทักษะ การเติบโตของผลิตภาพจะสูงขึ้น และนั่นสะท้อนออกมาในรูปแบบของค่าจ้างที่สูงขึ้น และตลาดแรงงานจะเปิดโอกาสให้ผู้คนจำนวนมากได้มีส่วนร่วมรับผลประโยชน์จากการเติบโตมากขึ้น
ส่วนเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่าน ประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคือประเทศที่มีแหล่งพลังงานหลากหลาย มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง และมีความยืดหยุ่นในการสลับแหล่งพลังงาน ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่แค่เรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และความยืดหยุ่น
ภาคเกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเมืองชายฝั่งของประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลงทุนเพื่อความยืดหยุ่นในตอนนี้ ย่อมมีต้นทุนที่ถูกกว่าการซ่อมแซมในภายหลังมาก
“สำหรับประเทศไทย ช่วงเวลานี้นับเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง กระบวนการเตรียมการเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีจะปูทางการปฏิรูปของไทยให้มุ่งเน้นไปที่เรื่องผลิตภาพ การแข่งขัน และการพัฒนาทักษะบุคลากร อีกทั้งยังช่วยให้ไทยบูรณาการเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยกฎกติกาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยังช่วยดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภูมิภาคนี้กำลังแข่งขันกันแย่งชิง ให้เข้ามายังประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น” คอร์มันน์กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1256347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IMTcGm-OkIUHxfjgx9UwV

