มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี โดยปี 2569 ใช้แนวคิด ‘ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก’ (Acting locally for global impact) ที่เน้นการเริ่มต้นจากพื้นที่จริง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ขยายได้ในวงกว้าง
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางทำงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งสร้างทุนธรรมชาติ (Natural Capital) ให้เกิดคุณค่าทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชน ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ภาคธุรกิจ และชุมชนในพื้นที่
‘ปลูกคน ปลูกป่า’ สู่การฟื้นฟูระบบนิเวศ

‘สมิทธิ หาเรือนพืชน์’ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือ ประธานสายงานเอ็นบีเอส (Nature-based Solutions: NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง ‘ปลูกคน ปลูกป่า’ ที่ดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การใช้แนวทางแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน การผลักดันความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงการส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์สู่ภาคธุรกิจ
โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ถือเป็นต้นแบบการฟื้นฟูคนและป่าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานต่อเนื่องมากกว่า 38 ปี ครอบคลุมพื้นที่ 91,779 ไร่ โดยมูลนิธิได้รวบรวมฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ พบพันธุ์ไม้ 1,459 ชนิด รวมถึงพืชชนิดใหม่ของโลก 12 ชนิด เช่น นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ
ขณะเดียวกันยังพบสัตว์ป่า 1,177 ชนิด โดยมีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ 8 ชนิด เช่น เลียงผาและเต่าปูลู ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลคนและธรรมชาติไปพร้อมกัน สามารถช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ และทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้มูลนิธิยังเริ่มศึกษาแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางธรรมชาติ (Nature-related Risks) เพื่อรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เริ่มส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร ระบบนิเวศ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติในระยะยาว
ขับเคลื่อนระดับประเทศ-เวทีโลก

‘ธานิษฏ์ กองแก้ว’ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิกำลังขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ เอ็นบีเอสเอพี (National Biodiversity Strategy and Action Plan: NBSAP) โดยร่วมมือกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS)
อีกหนึ่งแนวทางที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กำลังผลักดัน คือการยกระดับพื้นที่ดอยตุงให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (Other Effective Area-based Conservation Measures: OECM) เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย 30×30 ที่มุ่งอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อย 30% ภายในปี 2573 พร้อมกันนี้ มูลนิธิยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐานเทอร์ราซอส (Terrasos) จากประเทศโคลอมเบีย เพื่อพัฒนาแนวทางสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอรูปแบบการทำงานร่วมกับชุมชนของไทย ในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 (CBD COP17) ที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ช่วงปลายปีนี้
ขยายโมเดลอนุรักษ์สู่พื้นที่ใหม่
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังเดินหน้าศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น โครงการจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ในพื้นที่ป่าชายเลน จังหวัดตรัง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 10,832 ไร่ ใช้เวลาดำเนินงาน 2 ปี ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤศจิกายน 2570
โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
อีกโครงการคือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ OECM โดยได้รับงบสนับสนุน 1.5 ล้านบาท จาก High Ambition Coalition for Nature and People: HAC
ส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจ
นอกจากงานด้านการอนุรักษ์แล้ว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในฐานะที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านบริการไบโอไดเวอร์ซิตี แอดไวซอรี เซอร์วิส (Biodiversity Advisory Service) ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินงาน ตัวอย่างโครงการที่ดำเนินการแล้ว เช่น โครงการรีไวลด์ดิง ในจังหวัดชลบุรี และการพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว โดยเน้นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ของชุมชน
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระบุว่า การผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมากว่า 38 ปี จะเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างคน ป่า และเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5883658/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19v9kBvLzD4MuRNWpiJhPx

