วันนี้, 12:11น.

การช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย ที่ถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) เรียกประชุมและแถลงผล การช่วยเหลือ โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นางสิริเกศอนงค์ ไตรรัตนทรงพล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลง ณ ห้องประชุม ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระดับชาติ ดอนเมือง
ก่อนหน้านี้ ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) ได้รับแจ้งเหตุจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยว่า ชาวจีนถูกกักขังในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศเมียนมานั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดตากและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทำการสืบสวนขยายผลนำไปสู่การช่วยเหลือชาวจีน จำนวน 4 ราย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 โดยความสำเร็จในการช่วยเหลือครั้งนี้ เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างทางการไทย จีน และ เมียนมา โดยทำการกดดันอย่างหนัก จนชาวจีนทั้ง 4 ราย ถูกปล่อยตัวออกมา
จากการตรวจสอบพยานหลักฐานและเส้นทางการเดินทางพบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 คนจีนจำนวน 4 ราย ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านช่องทางปกติ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายหลังการเดินทางเข้าประเทศ คนจีนทั้ง 4 ราย ได้เดินทางไปเข้าพักยังโรงแรมในบริเวณใกล้เคียงสนามบินด้วยตนเอง ต่อมาทั้ง 4 ราย ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดตาก และข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมา โดยใช้ยานพาหนะที่ได้รับการจัดเตรียมจากเพื่อนชาวจีน ซึ่งเป็นบุคคลที่ชักชวนให้คนจีนทั้ง 4 ราย เข้ามาแสวงหาลู่ทางประกอบธุรกิจในประเทศไทย
โดยจากการสัมภาษณ์คนจีนทั้ง 4 ราย ให้การว่า วัตถุประสงค์หลักในการเดินทางครั้งนี้คือการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ โดยมีจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้คือจังหวัดเชียงใหม่ โดยแต่ละคนได้เตรียมเงินสดติดตัวมาประมาณ 30,000 หยวน และ 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบข้อสังเกตสำคัญว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าพาหนะเดินทางภายในประเทศ และค่าที่พัก พบว่า ชาวจีนที่เป็นผู้ชักชวน เป็นคนอำนวยความสะดวกและออกค่าใช้จ่ายให้ ทั้งนี้ คนจีนทั้ง 4 ราย เองได้มีความตระหนักและระมัดระวังตัวก่อนการเดินทาง โดยได้แจ้งกำชับกับทางครอบครัวไว้ล่วงหน้าว่า หากไม่สามารถติดต่อได้ ให้รีบดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศจีนทันที
จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เส้นทางการเดินทาง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในชั้นนี้ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าบุคคลดังกล่าวถูกลักพาตัว กักขัง หรือถูกบังคับควบคุมตัวระหว่างการเดินทางเข้าประเทศและการเดินทางภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินกระบวนการคัดแยกตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) เพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านว่ามีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือแสวงหาประโยชน์ในลักษณะที่เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ โดยในกระบวนการคัดแยกนั้นจะมีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตุการณ์
ปัจจุบันบุคคลทั้ง 4 รายอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) เพื่อประเมินสถานะและจัดให้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการด้วยความคำนึงถึงความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และประโยชน์สูงสุดของผู้เสียหายเป็นสำคัญ
โดยในส่วนของคดีนี้จะไม่สิ้นสุดเพียงการช่วยเหลือ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนและตำรวจจีน ดำเนินการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำตัวผู้จัดหา ผู้รับส่ง ผู้ประสานงาน ผู้สนับสนุน และผู้สั่งการในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปราบปรามการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v8t3LBStscY38PhW0PrFR

