ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ลุกขึ้นตอบข้อซักถามของฝ่ายค้าน ระหว่างการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1
ยศชนัน เริ่มต้นกล่าวว่า ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้อภิปรายและให้ข้อเสนอแนะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง อว. ตลอด 1 วันครึ่งที่ผ่านมา โดยประเด็นแรกได้กล่าวถึง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ซึ่งตนเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของสมาชิก และระบุว่ากระบวนการหลังจากนี้จะเป็นไปตามกลไกของคณะกรรมาธิการ โดยมีส่วนที่กระทรวงสามารถดำเนินการได้ทันที พร้อมกล่าวเน้นย้ำว่า “เราสามารถที่จะทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทย ไปสู่ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่มีรายได้สูงขึ้น เพื่อพี่น้องประชาชน”
ทั้งนี้ ได้กล่าวขอบคุณ สส. ทั้งฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายค้าน จากทั้งพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ที่ได้ที่อภิปรายในประเด็นนี้ โดยเฉพาะการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และรับข้อเสนอแนะในเรื่องการบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ซึ่งจะรับไปดำเนินการให้ดีที่สุด รวมถึง สส.ที่อภิปรายให้ความสำคัญกับเรื่อง “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ซึ่งตนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวขอบคุณ สส. จากพรรคประชาชน ที่ได้อภิปรายในประเด็นการบูรณาการแก้ปัญหา “วิกฤตปลาหมอคางดำ” ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้กระทรวง อว. กำลังเริ่มดำเนินการแล้ว รวมถึง สส.จากพรรคประชาชน ที่ได้ในเรื่องการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA มาใช้เป็นฐานข้อมูลด้านการเกษตร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
สำหรับประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ยศชนัน ได้ตอบข้อซักถามของ สส.พรรคประชาชน ว่าขณะนี้โครงการที่ดูแลร่วมกับหน่วยงาน 864 แห่ง ซึ่งรวมถึงหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. และ สพฐ. กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยจะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับโครงการก่อสร้างที่ใช้เทคโนโลยี AI ในมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ได้มีการชี้แจงรายละเอียดเข้ามาแล้ว
ต่อมา ยศชนัน ได้ฉายภาพใหญ่ถึงกรอบแนวคิดในการจัดทำงบประมาณของกระทรวง อว. โดยระบุว่า รัฐบาลชุดนี้มีวาระการทำงาน 4 ปี สิ่งที่กระทรวงพยายามทำคือการมองระยะยาว (Long-term) เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่าความเดือดร้อนของประชาชนนั้นรอไม่ได้ จึงเชื่อมโยงกรอบการทำงานเข้ากับ 2 มิติหลัก คือ มิติเศรษฐกิจและมิติสังคม
ในมิติด้านเศรษฐกิจ กระทรวง อว. ได้ใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) ที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนและทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) ควบคู่ไปกับการสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่มีทักษะสูง โดยมุ่งเน้นการทำ Reskill และ Upskill ตลอดจนการเปลี่ยนโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” และศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) โดยมีโควทสำคัญที่ระบุว่า “วันนี้ความจริงแล้วเดินเข้ามา 1 วัน เขาก็ถือว่าเป็นนักเรียนเรา การทำให้มหาวิทยาลัยเป็นแพลตฟอร์มของโอกาส ก็คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์บ่มเพาะ”
นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังสนับสนุนให้มีกลุ่มผู้ให้ทุนหรือ Venture Capital เข้ามาอุดหนุนบริษัทตั้งใหม่ (Startup) ที่มีความเสี่ยงและธนาคารอาจยังไม่กล้าลงทุน พร้อมทั้งผลักดันให้มหาวิทยาลัยจัดตั้ง Holding Company เพื่อให้สามารถนำงานวิจัยไทยไปใช้ได้จริงเชิงพาณิชย์ และดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เริ่มโครงการ Tech Diplomacy (การทูตเชิงเทคโนโลยี) เพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก โดยตั้งคำถามชวนคิดว่า “ทำไมเราไม่ดึงนักวิจัยเก่งๆ ที่อยู่ต่างประเทศ ทำไมเราไม่ใช้ความสามารถของคนต่างประเทศที่เขาอยากจะมาแก้ปัญหาในประเทศไทย”
สำหรับการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ยศชนัน แบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน คือ
1. เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อพยุงตัวเลข GDP ท่ามกลางบริบทการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ 2. เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ มุ่งเน้นการเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และการบริการขั้นสูง ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายองค์ความรู้และสิทธิบัตร โดยขณะนี้ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และใช้กลไก “อว.ส่วนหน้า” เพื่อผลักดันสิทธิบัตรนานาชาติ (PCT) ให้รวดเร็วและมีมูลค่าสูงขึ้น
ในมิติด้านสังคมและนวัตกรรม ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่านวัตกรรมเชิงสังคมเป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุนเต็มรูปแบบ ปัจจุบันกระทรวงได้เชื่อมโยงหน่วยงานให้ทุนวิจัยเข้ากับกระทรวงกลาโหมเพื่อดูแลมิติด้านความมั่นคง และปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้ทุนจากระบบไซโล (Silo) มาเป็นแบบมุ่งเป้า (Mission-oriented) เพื่อให้เกิดการต่อยอดที่ครบวงจร นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเตรียมนำระบบ Open Data และระบบฐานข้อมูลงานวิจัยแห่งชาติ (NRIIS) มาบูรณาการร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างเป็นแชทบอทแพลตฟอร์ม ให้ประชาชนหรือผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นและตรวจสอบงานวิจัยทั่วประเทศได้อย่างโปร่งใส
ในตอนท้าย ศ.ดร.ยศชนัน สรุปโครงสร้างกรอบงบประมาณของกระทรวง อว. ว่าจะแบ่งเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ระบบนิเวศทางด้านนวัตกรรม 2. นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ 3. นวัตกรรมเพื่อสังคม และ 4. การพัฒนามหาวิทยาลัยให้ดีขึ้น โดยจะบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุนหลัก คือ กองทุนอุดมศึกษา และกองทุน ววน. พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “งานวิจัยพื้นฐาน” (Basic Research) ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือองค์ความรู้พื้นฐาน องค์ความรู้วิจัยพื้นฐาน องค์ความรู้การศึกษาพื้นฐาน เป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้คนไทยสามารถที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้สู่ยุคใหม่”
ท้ายที่สุด ยศชนัน ยืนยันถึงการบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการผลักดันเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม อากาศสะอาด, SDG, Net Zero และ Nature Positive เพื่อส่งมอบงานวิจัยและสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/yotchanan-pheuthai-30jun26&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ab5AuYg4FYq6Iwd0tBOHG

