• Tue. Aug 18th, 2026

วิกฤตปากท้อง

วิกฤตปากท้องวิกฤตปากท้อง

คาดการณ์อะไรเอาไว้บ้าง

๑) ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกๆ ในไตรมาส ๒ จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส ๒ พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ ๒.๗% จากไตรมาส ๑ ที่ติดลบ -๐.๕% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส ๒ ขยายตัวชะลอลงเหลือ ๑.๙% จากที่โตร้อยละ ๓.๓ ในไตรมาส ๑ 

“เอกนิติ” ย้ำว่าหากไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป

นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน

ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส ๓ และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

๒) ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส ๒ ที่บ่งชี้ชัด คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส ๒ กลับมาขาดดุลถึง ๑.๗๖ หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ ๖ แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส ๑ ประมาณ ๑.๔ พันล้านเหรียญสหรัฐ 

ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

“ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ๒ แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน”

๓) ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ ๑๓.๔ ในไตรมาส ๒ ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ ๑๑ ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง ๒ หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ ๑๐.๑ ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง ๒.๕๕ แสนล้าน ในไตรมาส ๒ โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม SCurve เช่น  อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ ๑๒.๑ ในไตรมาส ๑ มาอยู่ที่ร้อยละ ๑๒.๕ ในไตรมาส ๒ โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน

“…ถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง

ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ ๒ นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ ๒ ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไรครับ…”

ครับ…ก็คอยติดตามตอนที่ ๒ 

ตอนที่ ๑ นี้ “เอกนิติ” พูดไว้ชัดเจนหากไม่สามารถหยุดวงจรดิ่งเหวนี้ อนาคตจะเกิดหายนะแน่นอน และนั่นคือสาเหตุที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน

แต่ตอนที่ ๑ นี้ “เอกนิติ” ไม่ได้ลงไปในรายละเอียดบางประการที่น่ากลัวอย่างยิ่งในการแถลงของสภาพัฒน์

นั่้นคือ โรงงานไทยเดินเครื่องแค่ ๕๗.๔๗% ต่ำสุดในรอบ ๒๔ ไตรมาส

หมายความว่าการผลิตต่ำกว่าช่วงโควิดระบาดเสียอีก

ภาคการผลิตอุตสาหกรรมทั้งไตรมาสโตแค่ ๐.๑% การผลิตยานยนต์ -๗.๒% ส่งออกรถยนต์นั่ง -๔๒.๔%       การก่อสร้างโตแค่ ๐.๑%

การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ลดลงครั้งแรกในรอบ ๑๓ ไตรมาส

ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ๑๗.๗ พันล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบ ๘ ไตรมาส

ตัวเลขนี้ถือว่าเลวร้ายอย่างมาก

การนำเข้าพุ่ง ๔๒.๓% สูงสุดในรอบ ๒๐ ไตรมาส

ขณะที่ส่งออกที่โต ๑๗.๖%

ทำให้ขาดดุลดุลการค้า ๑๒.๑ พันล้านดอลลาร์  จาก ๐.๓ พันล้านในไตรมาสก่อน

ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ๕๐.๓ ต่ำสุดในรอบ ๑๔ ไตรมาส

การบริโภคภาคเอกชนโตแค่ ๑.๙% ชะลอจาก ๓.๓% จากไตรมาสก่อน

อัตราการว่างงานดูเหมือนจะดี แค่ ๐.๙๖% แต่คนที่มาขอรับสิทธิว่างงานจากประกันสังคมตาม ม.๓๓ มี ๒๘๙,๘๐๐ คน คิดเป็น ๒.๓๗%

สูงสุดในรอบ ๑๘ ไตรมาส

ธุรกิจที่ปิดตัว มีทุนจดทะเบียนรวมกัน ๙๘,๙๐๐ ล้านบาท

ครึ่งแรกปีนี้มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการ ๗,๐๒๔ ราย เพิ่มขึ้น ๑๒.๕%

ทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิก อยู่ที่ ๙๘,๙๐๐ ล้านบาท เทียบกับ ๓๐,๕๐๐ ล้านบาทในปีก่อน มากกว่า ๓ เท่าตัว

แม้จะมีธุรกิจตั้งใหม่ ๔๔,๗๗๓ ราย เพิ่มขึ้น ๒.๑%  แต่ทุนจดทะเบียนของธุรกิจตั้งใหม่ลดลง ๒๕.๔% เหลือ ๑๑๑,๒๐๐ ล้านบาท

การลงทุนภาคเอกชนโตพรวดพราด ๑๓.๔% สูงสุดในรอบ ๕๔ ไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

แต่มีตัวเลขที่ต้องกลับมาคิดกันเยอะๆ

การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โต ๕๙.๕% แต่การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โต ๑๐๐.๓%

สภาพัฒน์ชี้ว่าการขาดดุลครั้งนี้ สะท้อนถึงโครงสร้างของการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าสินค้าส่วนประกอบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ

ครับ…ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะเข้าสู่ความยากลำบากที่มากขึ้น

“เอกนิติ” จะทำให้หลุดจากวงจรนี้ได้อย่างไร

ลำพังเงินกู้ ๔ แสนล้าน จะรอดหรือ

ถึงเวลาพิสูจน์ฝีมือกันอย่างจริงจังแล้วล่ะครับ.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1051839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KHCyl0jYRsfbeBH0KC1_3