สัปดาห์ที่ผ่านมา IMF ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2569 ลงสู่ 3.0% จาก 3.1% ในเดือน เม.ย. ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ขณะที่วัฏจักรเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน AI ยังคงช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจไว้ได้ ทั้งนี้ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง สวนทางกับ EU และญี่ปุ่นที่ถูกปรับลดเป้าหมายลงตามแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ส่วนจีนและไทยได้อานิสงส์จากการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนี้ IMF ได้ขยับเป้าเงินเฟ้อโลกปี 2569 ขึ้นเป็น 4.7% จาก 4.4% ในเดือน เม.ย. ด้าน FOMC minutes 

ล่าสุดสะท้อนมุมมองสอดคล้องกับคาดการณ์ SEP และ Dot Plot เดือน มิ.ย. โดยกรรมการส่วนใหญ่มีความกังวลต่อเงินเฟ้อมากขึ้นและมองอาจมีความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังคงสูงหรือมีสัญญาณยืดเยื้อ ทว่ายังคงยึดตามตัวเลขเศรษฐกิจเป็นหลัก ขณะที่ ธปท. ส่งสัญญาณชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับ 1.00% เป็นจุดที่เหมาะสมต่อบริบทแล้ว โดยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่าคาด และ GDP ปี 2569 มีแนวโน้มโต 2.3% ซึ่ง InnovestX ประเมินสอดคล้องกันว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดทั้งปีนี้

สำหรับประเด็นมหภาคที่ต้องติดตามสัปดาห์หน้า ได้แก่ 1) อัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ เดือน มิ.ย. (ประกาศ 14 ก.ค.) นับเป็นมาตรวัดสำคัญตัวสุดท้ายก่อนการประชุม FOMC วันที่ 28–29 ก.ค. โดย InnovestX ประเมินว่าจะชะลอตัวลงตามทิศทางราคาพลังงานที่ลดลง 2) ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือน มิ.ย. (ประกาศ 16 ก.ค.) เพื่อประเมินว่าโมเมนตัมการบริโภคจะชะลอลงตามตลาดแรงงานหรือไม่ เมื่อหมดแรงหนุนจากฤดูกาลคืนภาษี หลังจากเดือน พ.ค. ขยายตัวแข็งแกร่งถึง 0.9% MoM และ 3) GDP 2Q69 ของจีน (ประกาศ 16 ก.ค.) ซึ่งตลาดคาดว่าจะชะลอลงสู่ 4.5% จาก 5.0% YoY ใน 1Q69 ทั้งนี้หากตัวเลข GDP 2Q69 ออกมาอ่อนแอกว่าระดับดังกล่าว อาจเป็นปัจจัยเร่งให้ทางการจีนจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในระยะถัดไป

ส่วนตลาดหุ้นไทย InnovestX มองช่วงสั้น SET จะผันผวนในกรอบ โดยแม้มีปัจจัยภายนอกกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษีสหรัฐฯ แต่คาดตลาดจะหันมาให้น้ำหนักกับปัจจัยในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะแรงหนุนจากนโยบายการคลังเชิงรุก หลังล่าสุดศาลฯ มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนลบ. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ช่วยปลดล็อกให้รัฐเดินหน้านโยบายเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนได้อย่างเต็มที่ หนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้คาดเงินเฟ้อ มิ.ย. สหรัฐฯ (ประกาศ 14 ก.ค.) จะชะลอตัวลง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนบรรยากาศการลงทุน กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ Selective Buy ผ่าน 3 ธีมการลงทุนหลัก และ 4 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้ 

  1. Domestic Play เน้นหุ้นบิ๊กแคปที่ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐ อีกทั้งราคาหุ้นยัง Laggard ได้แก่ CPALL, CPN, GLOBAL, ADVANC, TRUE, MTC และ BEM 
  2. New Normal Play ซึ่งได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การย้ายฐา การผลิต และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวตามเมกะเทรนด์โลก ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM, WHA และ AMATA
  3. High Dividend Play เพื่อเป็นหลุมหลบภัยในช่วงตลาดผันผวน และสร้างกระแสเงินสดกลับเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ แบ่งเป็น 1) ดักปันผลระหว่างกาลโดยคาดให้ Div. Interim Yield >2% (ประกาศจ่ายช่วง ส.ค.-ก.ย.) ได้แก่ ADVANC, OR, PTT, PTTEP, SCCC, SIRI, TQM, TU และ 2) ดักปันผลระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบแทนยั่งยืน โดยคาดให้ Div. Yield >5% ต่อปี ได้แก่ AP, BBL, FTREIT, LHSC, PTT 
  • Trading Idea : 1) Oil Hedging Play เพื่อป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันดิบขาขึ้น ได้แก่ PTTEP โดยเน้นตั้งรับเมื่อย่อตัวและตั้งจุด Stop Loss เคร่งครัด 2) หุ้น Earning Play ซึ่งคาดกำไรไตรมาส 2/69 จะเติบโตดีทั้ง YoY และ QoQ อีกทั้งยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และยังแนะนำ Outperform ได้แก่ PTTEP, GULF, SCGP, IVL, MTC, SAWAD, TIDLOR 3) Yield Play ซึ่งคาดได้อานิสงส์จบรอบดอกเบี้ยขาลงและ Bond Yield ยังทรงตัวสูง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL, KBANK, KTB) กลุ่มประกันชีวิต (BLA, TLI) และ 4) Laggard Play ที่ราคาหุ้น YTD ยัง Underperform SET โดยเน้นหุ้น Big-cap ที่คาดได้อานิสงส์จาก Sector Rotation และมีพื้นฐานแกร่ง ได้แก่ BDMS, MINT, CPALL, MTC OR 

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX)

บริษัทหลักทรัพย์ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์