• Sun. Jul 12th, 2026

อนุสรณ์ ชี้ รัฐเรตติ้งดิ่งเพราะคนฐานรากยังจม ศก.โตต่ำกว่าศักยภาพ ชง KPI 4 ด้านวัดฝีมือทีมเศรษฐกิจ

อนุสรณ์-ชี้-รัฐเรตติ้งดิ่งเพราะคนฐานรากยังจม-ศก.โตต่ำกว่าศักยภาพ-ชง-kpi-4-ด้านวัดฝีมือทีมเศรษฐกิจอนุสรณ์ ชี้ รัฐเรตติ้งดิ่งเพราะคนฐานรากยังจม ศก.โตต่ำกว่าศักยภาพ ชง KPI 4 ด้านวัดฝีมือทีมเศรษฐกิจ

อนุสรณ์

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า จากกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่ระบุว่า ความนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยลดลงจาก 26% เหลือเพียง 21% แม้จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วยแต่ความนิยมยังคงปรับตัวลดลงนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอด อีกทั้งยังประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง รวมทั้งปัญหาการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นรูปตัว K (K-Shaped) หรือภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม เปรียบเสมือนเส้นกราฟรูปตัว K ที่แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ทั้งนี้ คนระดับฐานราก ผู้มีรายได้น้อย และชนชั้นกลาง ยังไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร ขณะที่มาตรการกู้เงินเพื่อการบริโภค ทำได้เพียงบรรเทาผลกระทบได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาภาครัฐมีการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากงบประมาณประจำปีที่กำลังอยู่ระหว่างการอภิปราย ด้วยวงเงินงบประมาณที่มหาศาลนี้ หากสามารถบริหารจัดการไม่ให้เกิดการทุจริตรั่วไหล ย่อมสามารถนำไปแปรเปลี่ยนเป็นสวัสดิการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้ เช่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน หรือโรงพยาบาล แต่หากปล่อยให้มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริตหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน จะนำไปสู่ปัญหาโครงการร้าง การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น การถล่มของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) การทรุดตัวของถนน ตลอดจนปัญหาเอกชนต้องจ่ายสินบนเพื่อแลกกับการได้งานและทำการลดสเปกงานจนเกิดอุบัติภัยตามมา ดังนั้น รัฐบาลต้องมุ่งเน้นไปที่การลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น การกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม การปฏิรูประบบราชการและรายได้ภาครัฐ ตลอดจนการลดการก่อหนี้สาธารณะ

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะด้านการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ของรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวงเห็นว่าควรกำหนดตัวชี้วัดผลงานในภาพรวมก่อน เนื่องจากปัญหาและการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ นั้นต่างเชื่อมโยงกัน ดังนั้นการกำหนดตัวชี้วัดผลงานจึงควรดูในทุกมิติ และไม่ดูเพียงมิติใดมิติหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจในแต่ละกระทรวงต้องมีตัวชี้วัดผลงานเฉพาะตัว ควบคู่ไปกับ ตัวชี้วัดผลงานรวมของทีมเศรษฐกิจ ซึ่งควรครอบคลุมใน 4 ด้านหลัก ดังนี้

1. การเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพ (Macroeconomic Stability & Growth) วัดจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP Growth Rate) การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย และไม่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน อัตราการจ้างงานและอัตราการว่างงาน รวมทั้งการสร้างงานใหม่และการลดลงของคนว่างงาน

2. การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว (Trade, Investment & Tourism) วัดจากมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จำนวนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตและธุรกิจรายได้จากภาคการท่องเที่ยว สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้สะท้อนถึงการดึงดูดนักเดินทาง มูลค่าการส่งออก รวมทั้งตัวเลขการเติบโตของการส่งออกสินค้าและบริการ

3. การคลังและการลงทุนภาครัฐ (Public Finance & Infrastructure) วัดจากประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ให้เป็นไปตามกำหนด เวลาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี และการบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ปลอดภัย

และ 4. การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเหลื่อมล้ำ (Income Distribution & Well-being) วัดจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร (GDP per Capita) การเติบโตของรายได้ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจำนวนประชาชนที่หลุดพ้นจากความยากจน และการลดสัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่จัดการได้อย่างไรก็ตาม การกำหนดตัวชี้วัดผลงานเหล่านี้ จะต้องทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า จากการประเมินภาพรวมการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา มาตรการแก้ปัญหาในหลายส่วนยังไม่ตรงจุด แม้จะช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้างแต่จะสร้างภาระผูกพันในอนาคต เนื่องจากการกู้เงินมาแจกเพื่อกระตุ้นการบริโภคนั้นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาที่แท้จริงคือวิกฤตการณ์พลังงานที่รัฐบาลต้องเร่งลดต้นทุนการผลิตและดูแลไม่ให้ค่าครองชีพรวมถึงอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง ปัจจุบันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังคงต่ำกว่าศักยภาพอย่างต่อเนื่อง และน่าจะยังเติบโตน้อยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

“เราต้องศึกษาบทเรียนจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงในอนาคตจะแตกต่างจากปี 2540 โดยปัญหาจะแผ่ลึกและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจระดับฐานราก” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท พบว่าส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำที่ตัดทอนได้ยาก ทำให้เหลือสัดส่วนรายจ่ายลงทุนเพียง 20.8% ซึ่งงบประมาณดังกล่าวยังไม่ได้ผลักดันโครงการใหม่ๆ มากพอที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การปรับเปลี่ยนภาคพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า อีกทั้งแผนงบประมาณดำเนินการยังขาดการบูรณาการและวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตที่จัดสรรงบประมาณไว้ 4,605 ล้านบาท แต่ยังไม่มีรายละเอียดการต่อยอดที่ชัดเจน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณในยุทธศาสตร์การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับประเทศไทยในอนาคต

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5802704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P_wfByFJFN2mRGckZ6USu