ถ้าจะบอกว่าประเทศไทยลงทุนกับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่องก็คงไม่ผิด เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ภาคธุรกิจเร่งนำ AI ไปใช้งานมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐเองก็เดินหน้าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยเจอกับคำถามเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น ทำไมเศรษฐกิจยังเติบโตช้า ทำไมธุรกิจจำนวนมากยังหาคนเก่งไม่ได้ ขณะที่เด็กจบใหม่กลับบอกว่าหางานยาก และทำไมหลายองค์กรลงทุนกับ AI ไปมากแล้ว แต่กลับยังไม่เห็นผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างที่คาดหวัง
Brand Inside มีโอกาสพูดคุยถึงประเด็นนี้กับ ‘ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส’ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และ ‘อ.อุษา สกุลคีรีวัฒน์’ อาจารย์อาวุโสแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์
ทั้งคู่มองว่า ปัญหาทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงกัน และมีรากเดียวกัน นั่นคือ ‘Human Capital’ หรือทุนมนุษย์ ในวันที่ AI กำลังทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่แทบทุกประเทศเข้าถึงได้ ความได้เปรียบในการแข่งขันจึงอาจไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่คุณภาพของ ‘คน’
คอขวดของเศรษฐกิจไทยคือ ‘คน’
เวลาพูดถึงเศรษฐกิจไทย หลายคนมักมองว่าปัญหาอยู่ที่การลงทุนไม่พอ โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม หรือเทคโนโลยียังตามประเทศพัฒนาแล้วไม่ทัน
แต่ ’แอนดรูว์’ เชื่อว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดเทคโนโลยี เพราะทุกประเทศสามารถซื้อหรือเข้าถึงเทคโนโลยีเดียวกันได้ สิ่งที่สร้างความแตกต่างคือ ความสามารถในการเปลี่ยนเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรม ผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดล้วนย้อนกลับมาที่ ‘Human Capital’
นั่นหมายความว่า ในโลกปัจจุบัน ‘เทคโนโลยี’ ไม่ได้สร้างความได้เปรียบได้เพียงอย่างเดียว เพราะประเทศหนึ่งสามารถซื้อเครื่องจักร ซอฟต์แวร์ หรือ AI รุ่นเดียวกับอีกประเทศได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ซื้อไม่ได้คือ ‘คน’ ที่สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านั้นไปสร้างนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ และต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่
หากไทยลงทุนได้เพียงเรื่องเดียวในอีกสิบปีข้างหน้า ‘แอนดรูว์’ มองว่า เงินก้อนนั้นควรถูกใช้เพื่อพัฒนาคน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในมหาวิทยาลัยวิจัย ห้องปฏิบัติการด้านนวัตกรรม หรือสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกพัฒนาทักษะของตัวเองได้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่มีคนเก่งกว่า ย่อมสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่า และประชาชนก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า หลายประเทศจึงหันมาแข่งขันกันด้วยการลงทุนในทุนมนุษย์มากขึ้น
’แอนดรูว์’ เชื่อว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงการศึกษา และมีทักษะพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าไทยต้องการเปลี่ยนจาก ‘ประเทศรายได้ปานกลาง’ เป็น ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ สิ่งที่ไทยต้องเร่งสร้างคือ มหาวิทยาลัยที่ผลิตงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ ไม่ใช่แค่สอนเพื่อผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานเท่านั้น

เขาอธิบายว่า มหาวิทยาลัยในประเทศรายได้ปานกลางมักทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นหลัก แต่หากประเทศต้องการก้าวไปอีกขั้น มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีใหม่ เพราะสิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมใหม่ ธุรกิจใหม่ และผลิตภาพที่สูงขึ้นของทั้งประเทศ
อีกเรื่องที่เขาให้ความสำคัญคือ ‘ความเปิดกว้าง’ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดรับแนวคิดใหม่ งานวิจัย หรือบุคลากรจากต่างประเทศ เพราะในอดีต ประเทศที่เปิดรับความรู้จากภายนอกมักเติบโตได้ดีกว่าประเทศที่ปิดกั้นตัวเองเสมอ
มุมมองทั้งหมดของ ‘แอนดรูว์’ จึงสะท้อนว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือคนที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะสุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีอาจซื้อได้ แต่ทุนมนุษย์ต้องใช้เวลาสร้าง
AI กำลังเปิดโปงปัญหาเดิมๆ
ตลอดสองปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเร่งลงทุนด้าน AI ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT Enterprise หรือ Copilot สร้าง AI Assistant ขึ้นมาใช้เอง หรือแม้แต่ประกาศนโยบาย AI First และคาดหวังว่า ประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แต่ปัญหาที่ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยเริ่มเจอคือ ทำไมผลิตภาพยังไม่เพิ่มขึ้น แม้จะลงทุนไปมหาศาลแล้วก็ตาม
‘แอนดรูว์’ มองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่องค์กรยังไม่รู้ว่า จะเปลี่ยนวิธีทำงานอย่างไรให้เทคโนโลยีสร้างคุณค่าได้จริง
เขายกตัวอย่างตู้ ATM ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าจะทำให้พนักงานธนาคารตกงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ งานแบบเดิมหายไปจริง แต่ธนาคารก็สร้างงานรูปแบบใหม่ขึ้นมาจำนวนมาก พนักงานกลุ่มนั้นไม่ได้ตกงานทั้งหมด แต่เปลี่ยนไปทำงานที่สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม
อินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน เมื่อ 30 ปีก่อน โลกยังไม่มีอาชีพอย่าง ‘นักออกแบบเว็บไซต์’ หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity แต่วันนี้กลับกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล
‘แอนดรูว์’ เสริมว่า AI เองก็กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน มันไม่ได้แค่ทำให้งานเร็วขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบของงานทั้งระบบ ดังนั้น คำถามที่คนทำงานควรถามตัวเองคือ “ฉันกำลังทำสิ่งที่ AI ทำได้อยู่หรือเปล่า” มากกว่า
หากวันหนึ่ง คนทำงานพบว่างานครึ่งหนึ่งของตัวเองสามารถให้ AI ทำแทนได้ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การต่อต้าน AI แต่คือการหาคุณค่าใหม่ที่เครื่องจักรยังทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ การคิดเชิงกลยุทธ์ หรือการทำงานร่วมกับผู้คน
ไทยต้องเร่งเปลี่ยนระบบการศึกษา และการบริหารคนทำงาน
ผลกระทบของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปแบบการทำงาน เพราะสำหรับอาจารย์ทั้งสอง AI กำลังบังคับให้การศึกษา และการบริหารคนต้องเปลี่ยนตามด้วย
‘แอนดรูว์’ มองว่า ในวันที่ทุกอย่างสามารถค้นหาได้จาก AI ‘การท่องจำ’ จึงไม่ใช่ทักษะสำคัญอีกต่อไป สิ่งที่ระบบการศึกษาควรสอนและสร้างคือ การตั้งคำถาม การคิดวิเคราะห์ และการมองเห็นปัญหาที่คนอื่นยังไม่เห็น
แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ใน ‘NUS’ ซึ่งเริ่มนำ AI เข้าไปในรายวิชาของนักศึกษาบางสาขา พร้อมเปลี่ยนวิธีประเมินผลจากการเขียนรายงานเพียงอย่างเดียว มาเป็นการสอบปากเปล่า การอภิปราย และการวัดกระบวนการคิด เพื่อให้แน่ใจว่านักศึกษาเข้าใจเนื้อหาจริง ไม่ใช่เพียงคัดลอกคำตอบจาก AI
ขณะที่ ‘อุษา’ มองว่า ในโลกการทำงาน องค์กรจำนวนมากก็ยังติดอยู่กับปัญหาเดียวกัน แม้จะพูดถึงการ ‘อัปสกิล’ อยู่เสมอ แต่กลับใช้ KPI แบบเดิมในการวัดผล หากต้องการให้คนเรียนรู้สิ่งใหม่ KPI ก็ต้องสะท้อนสิ่งนั้นด้วย
หัวหน้างานควรเปลี่ยนวิธีประเมินลูกทีม จากเมื่อก่อนที่เน้นดูเฉพาะผลลัพธ์ ให้มาเป็นการถามถึงวิธีคิด เหตุผล และกระบวนการตัดสินใจ เพื่อดูว่าพนักงานเข้าใจสิ่งที่ทำจริง หรือแค่เอาคำตอบจาก AI มาใช้โดยไม่ได้กลั่นกรอง
อีกเรื่องที่ ‘อุษา’ ย้ำคือ ‘AI Literacy’ หรือการรู้เท่าทัน AI เธอมองว่า การห้ามใช้ AI ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด เพราะสุดท้ายทุกคนก็จะแอบใช้อยู่ดี แต่การใช้ AI อย่างรับผิดชอบต่างหากที่สำคัญกว่า
ผู้ใช้ต้องเข้าใจว่าข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นมาจากไหน มีข้อจำกัดอะไร มีอคติหรือไม่ และสุดท้ายแล้ว ผู้ที่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ยังคงเป็น ‘มนุษย์’ ไม่ใช่ AI
‘อุษา’ เตือนว่า หากใช้ AI เพื่อให้มันคิดแทนทุกอย่าง สุดท้ายมนุษย์อาจเหลือเพียงคำตอบ แต่ไม่เหลือกระบวนการคิด การรู้เท่าทัน AI จึงสำคัญ เพื่อรักษาความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตั้งคำถามของตัวเองไว้
สิ่งที่ไทยต้องสร้างคือ ‘ทุนมนุษย์’ และ ‘ทุนความน่าเชื่อถือ’
แม้การพูดคุยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ AI แต่บทสรุปกลับไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี เพราะในยุคที่แทบทุกประเทศเข้าถึง AI ได้ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างจึงอาจไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีเอง แต่เป็นปัจจัยที่ลอกเลียนแบบได้ยากกว่า ทั้งคุณภาพของคน วัฒนธรรม และความน่าเชื่อถือ
‘อุษา’ มองว่า ประเทศไทยยังมีแต้มต่อสำคัญ ทั้งวัฒนธรรม ความจริงใจ และความสามารถในการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งล้วนคือ ‘Trust Capital’ หรือ ‘ทุนความน่าเชื่อถือ’ ในวันที่ AI สามารถสร้างข้อมูลหรือคำตอบได้ไม่ต่างกัน ความไว้วางใจอาจกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับลูกค้า ระหว่างนายจ้างกับพนักงาน หรือระหว่างประเทศกับนักลงทุน

ขณะที่ ‘แอนดรูว์’ มองภาพในระดับมหภาค เขาอธิบายว่า โลกกำลังเจอกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้บริษัทจำนวนมากต้องกระจายความเสี่ยง และมองหาฐานการลงทุนแห่งใหม่
ในบริบทเช่นนี้ ความเป็นประเทศที่วางตัว ‘เป็นกลาง’ ของไทยอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ ทั้งในแง่การดึงดูดการลงทุน การทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และการเชื่อมโยงผู้เล่นจากหลายประเทศเข้าด้วยกัน
หากเมื่อก่อน ประเทศต่างๆ แข่งขันกันด้วยต้นทุนแรงงาน เงินลงทุน หรือทรัพยากรธรรมชาติ ในทศวรรษต่อจากนี้ สิ่งที่อาจเป็นตัวตัดสินความสามารถในการแข่งขันคือ ‘คุณภาพของคน’ และ ‘ความน่าเชื่อถือของประเทศ’
เพราะเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ความแตกต่างที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่ว่า ประเทศไหนสามารถสร้างคนที่คิดเป็น เรียนรู้เป็น และใช้เทคโนโลยีได้ดีกว่ากัน
- เด็กไทย คิดเองไม่เป็น? การศึกษาเน้นสอน ‘ท่องจำ’ เอะอะอะไรก็อยากได้เฉลย พอโตมา จึงเป็น ‘หัวหน้า’ ที่ไม่มีคุณภาพ
- เกิดมาจน = แพ้ตั้งแต่ต้น? ‘เด็กไทยยากจน’ เข้าถึงการศึกษา น้อยกว่า ‘เด็กมีฐานะ’ 11 เท่า
ที่มา: สัมภาษณ์พิเศษคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/nus-deans-urge-thailand-to-prioritize-human-capital/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02DUkuPscM7VdWgLW6ONuF

