“ธปท.” ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 ไม่แน่นอนสูง รับแรงกดดันมาตรการภาษีสหรัฐ และเกณฑ์กำลังการผลิตส่วนเกินเพิ่มเติมเดือน ส.ค. รวมถึงปัญหาโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม จ้างแรงงานต่ำ-ภาคเกษตรดูดซับได้จำกัด เน้นย้ำดูแลค่าเงินบาทใกล้ชิด
“ธปท.” ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 ไม่แน่นอนสูง รับแรงกดดันมาตรการภาษีสหรัฐ และเกณฑ์กำลังการผลิตส่วนเกินเพิ่มเติมเดือน ส.ค. รวมถึงปัญหาโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม จ้างแรงงานต่ำ-ภาคเกษตรดูดซับได้จำกัด เน้นย้ำดูแลค่าเงินบาทใกล้ชิด
วันที่ 10 ส.ค. 2569 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ที่กระทรวงการคลัง โดยเปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง มีทั้งปัจจัยบวกและลบให้ต้องคำนึงถึง แม้ก่อนหน้านี้ ธปท. จะมีการปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจหรือจีดีพีเพิ่มขึ้น
โดยระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 จะดีกว่าไตรมาสที่ 2 เนื่องจากได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐช่วงเดือน มิ.ย. ถึง ก.ย. 2569 แต่เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยังคงขึ้นอยู่กับภาคการท่องเที่ยวซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวตามปัจจัยฤดูกาลหรือการเข้าสู่ “ไฮซีซั่น”
“ต่อข้อซักถามที่ว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วหรือยัง ธปท. ไม่ได้ยืนยันว่า ไตรมาส 2 คือจุดต่ำสุด บอกแค่ว่า ไตรมาส 3 จะดีกว่าไตรมาส 2 แต่ไม่ได้บอกว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เพราะว่ามันยังมีความผันผวนอยู่สูง”
ทั้งนี้ ธปท. กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและทบทวนสมมติฐานทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคาดว่าจะมีการประกาศทิศทางหรือตัวเลขประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีใหม่ในวันพุธที่ 26 ส.ค. นี้
ชี้ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ยังจำกัด จับตาเกณฑ์ ‘กำลังการผลิตส่วนเกิน’
สำหรับความกังวลเรื่องการบังคับใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ในประเด็นความล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Force Labor) นั้น
ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดเก็บภาษีอยู่ที่อัตรา 12.5% ขณะที่ประเทศอื่นโดนจัดเก็บที่ 10% ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกันและต่ำกว่าอัตรา 19% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรก ทำให้ภาษีในส่วนนี้ยังไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรง และศักยภาพในการแข่งขันของไทยยังสามารถรับมือได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือเกณฑ์เกี่ยวกับ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ที่สหรัฐฯ มีกำหนดจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมภายในเดือน ส.ค. นี้ ซึ่งต้องติดตามว่าไทยจะโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเท่าใดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง
ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในปัจจุบันยังขยายตัวได้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ทำให้ยอดการนำเข้าสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ในท้ายที่สุดจึงอาจไม่ได้หนุนการเติบโตของจีดีพีมากนัก
เงินเฟ้อต่ำคาด แต่เจอปัญหาอุปทาน-แรงงานแทนที่
ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อ ธปท. คาดการณ์ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอาจจะต่ำกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย โดยนักวิเคราะห์บางกลุ่มได้เริ่มเปลี่ยนประเด็นความกังวลจากเรื่องเงินเฟ้อไปสู่ปัญหาด้านอุปทานมากขึ้น เช่น ปัญหาประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
ส่วนสถานการณ์ตลาดแรงงานที่มีอัตราการปิดตัวของโรงงานมากกว่าการเปิดตัวใหม่ ยังมีความจำเป็นต้องเข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรงงานที่เปิดใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มหันมาใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้จำนวนการจ้างงานลดลง และหันไปเน้นแรงงานทักษะสูงมากขึ้น
ในภาพรวม แรงงานจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับทักษะใหม่เหล่านี้ ขณะเดียวกัน ธปท. ยังต้องจับตาดูว่าภาคเกษตรกรรมจะสามารถดูดซับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากภาคอุตสาหกรรมได้ดีเหมือนในอดีตหรือไม่ ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะดูดซับได้ไม่ดีเท่าที่ผ่านมา
สำหรับทิศทางค่าเงินบาทที่มีความผันผวนสูง โดยชี้ว่ามีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยทาง ธปท. ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
“ตอนนี้ความผันผวน(ของค่าเงินบาท)มันสูงขึ้นจริงๆ และมาจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างเยอะ เราก็จะดูแลไม่ให้มันวิ่งเร็วเกินไป โดยจะพิจารณาเรื่องของความผันผวนเป็นหลัก ให้คนปรับตัวได้”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hn5zxofre3b75hD6qXqjU

