นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยผ่านงานสัมมนาใหญ่ “BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” ในช่วง Executive Panel Discussion PDP 2026 ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ว่า การกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศจำเป็นต้องเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ ผู้ผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้จริง และไม่สร้างภาระด้านต้นทุนเกินความจำเป็น
BGRIM ในฐานะผู้ผลิตและลงทุนด้านพลังงาน ได้ร่วมพัฒนาระบบไฟฟ้าให้แก่ภาคอุตสาหกรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการส่งมอบพลังงานที่มีคุณภาพ สร้างความมั่นคงให้ระบบ และสนับสนุนการลงทุนในประเทศ
PDP 2026 ต้องเริ่มจาก “ความมั่นคง”
นายนพเดชมองว่า PDP 2026 ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) เป็นลำดับแรก ก่อนผสมผสานพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้ราคาที่เป็นธรรมและประชาชนเข้าถึงได้
“โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิตใหม่ แต่ต้องบริหารทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการพิจารณายืดอายุสินทรัพย์เดิมที่ยังมีประสิทธิภาพ การใช้เชื้อเพลิงภายในประเทศ เช่น ชีวมวลและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนการนำกำลังผลิตไฟฟ้าที่เหลือในบางช่วงเวลากลับมาใช้ประโยชน์”
ตัวอย่างหนึ่งคือ ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินในวันหยุด ซึ่งโรงงานหลายแห่งใช้ไฟลดลง หากระบบเปิดให้รับซื้อหรือบริหารไฟฟ้าส่วนนี้ได้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยลดการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ลงทุนติดตั้งโซลาร์
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องดำเนินไปโดยไม่กระทบเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า เพราะพลังงานหมุนเวียนมีความผันผวนตามสภาพอากาศ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและ Data Center ต้องการไฟฟ้าต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ปลดล็อก Green Electricity–Green Tariff
หนึ่งในกลไกสำคัญของ PDP 2026 คือ การจัดหาไฟฟ้าสีเขียว หรือ Green Electricity และการกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Green Tariff) ให้สะท้อนต้นทุนจริง มีความโปร่งใส และแข่งขันได้
ตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีความต้องการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งโซลาร์บนหลังคา โซลาร์ลอยน้ำ และโซลาร์ฟาร์ม เพื่อลดต้นทุนค่าไฟและตอบสนองเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของบริษัทแม่และคู่ค้าในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของตลาดยังติดข้อจำกัดจากโครงสร้างและกฎระเบียบเดิม โดยเฉพาะระบบผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single Buyer) รวมถึงข้อจำกัดในการส่งผ่านและซื้อขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้โดยตรง
ภาครัฐจึงควรเร่งเปิดทางให้เกิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA ควบคู่กับรูปแบบการจัดหาไฟฟ้าอิสระ (Independent Power Supply: IPS) และการบริหารทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources: DER)
หากดำเนินการได้ ผู้ประกอบการจะสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าสะอาดที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยและโรงงานที่มีกำลังผลิตส่วนเกินจะมีช่องทางจำหน่ายไฟเข้าสู่ระบบมากขึ้น
Smart Grid หัวใจเชื่อมพลังงานยุคใหม่
เมื่อระบบไฟฟ้ามีผู้ผลิตรายย่อยเพิ่มขึ้น โครงข่ายไฟฟ้าจะต้องเปลี่ยนจากระบบที่ส่งไฟทางเดียว ไปสู่ระบบที่รองรับการรับและจ่ายไฟจากหลายแหล่ง
นายนพเดชเสนอให้เร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) รวมถึง Smart Microgrid ภายในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ผลิต ผู้ใช้ไฟฟ้า และโครงข่ายของภาครัฐแบบเรียลไทม์
ระบบดังกล่าวจะช่วยคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟ บริหารพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และกำลังผลิตสำรองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าตกหรือไฟดับ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของโรงงานและธุรกิจ Data Center
ก๊าซ–LNG ยังจำเป็นต่อเสถียรภาพระบบ
แม้ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ยังมีบทบาทเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับรักษาเสถียรภาพของระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามความต้องการ
การจัดสัดส่วนเชื้อเพลิงใน PDP 2026 จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคง ต้นทุนค่าไฟ และเป้าหมายลดคาร์บอน รวมทั้งกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก
ขณะเดียวกัน โครงสร้างค่าไฟในอนาคตต้องจัดสรรต้นทุนของระบบอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะต้นทุนพัฒนาโครงข่ายและระบบสำรอง (System Cost) ซึ่งเกิดจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะ
ภาคอุตสาหกรรมหนักและ Data Center ซึ่งใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต้องการความเสถียรในระดับสูง อาจต้องรับผิดชอบต้นทุนเพิ่มเติมตามการใช้งานจริง เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดถูกผลักไปยังประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
ประหยัดไฟก่อนสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม
อีกด้านหนึ่งของ PDP 2026 ที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือการบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า หรือ Demand-Side Management เพราะหน่วยไฟฟ้าที่ประหยัดได้มีต้นทุนต่ำกว่าการลงทุนสร้างกำลังผลิตใหม่
รัฐบาลควรส่งเสริมโมเดลบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) ซึ่งเข้าไปตรวจวัดและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงาน โดยเฉพาะระบบทำความเย็น เครื่องปรับอากาศ มอเตอร์ และเครื่องจักรที่ใช้ไฟฟ้าสูง
นอกจากนี้ ควรเพิ่มแรงจูงใจผ่านระบบ Demand Response เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปรับลดหรือเลื่อนการใช้พลังงานในช่วงที่ความต้องการสูง แลกกับผลตอบแทนหรือส่วนลดค่าไฟ ซึ่งจะช่วยลดภาระของโครงข่ายและลดความจำเป็นในการลงทุนโรงไฟฟ้าสำรอง
จากผู้ใช้ไฟสู่ “ผู้ผลิตไฟฟ้า”
การเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero จะเปลี่ยนโครงสร้างตลาดไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นผู้ผลิตหลัก ไปสู่ระบบที่ครัวเรือน อาคารพาณิชย์ และโรงงานสามารถเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า หรือ Prosumer
ระบบไฟฟ้าในอนาคตจะมีผู้รวบรวมโหลด (Load Aggregator) ทำหน้าที่รวบรวมกำลังผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้าจากผู้เล่นรายย่อย ก่อนบริหารผ่าน Aggregator Platform และส่งพลังงานเข้าสู่โครงข่ายในแต่ละพื้นที่
โมเดลดังกล่าวจะช่วยนำไฟฟ้าสะอาดส่วนเกินจากหลังคาโรงงาน โซลาร์ลอยน้ำ หรือระบบกักเก็บพลังงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดการสูญเสีย และเปิดให้เกิดการแข่งขันในตลาดไฟฟ้ามากขึ้น โดยยังต้องอยู่ภายใต้ระบบควบคุมที่รักษาความมั่นคงของโครงข่าย
นิคมฯ มีโซลาร์เพียง 100–150 เมกะวัตต์
นายนพเดชระบุว่า นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 2,500 เมกะวัตต์ ขณะที่ BGRIM ร่วมพัฒนาและดูแลระบบไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม 11 แห่ง มีลูกค้าภาคอุตสาหกรรมมากกว่า 250 ราย และมีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 800–1,000 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวมีการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เพียงประมาณ 100–150 เมกะวัตต์เท่านั้น สะท้อนว่ายังมีช่องว่างอีกมากสำหรับการพัฒนาโซลาร์บนหลังคาโรงงานและโซลาร์ลอยน้ำ
“หากรัฐบาลเปิดให้ผู้ติดตั้งโซลาร์สามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกิน และอนุญาตให้ซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายได้สะดวกขึ้น จะเป็นมาตรการ Quick Win ที่ช่วยเพิ่มไฟฟ้าสะอาดโดยไม่ต้องรอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทั้งยังช่วยลดต้นทุนภาคอุตสาหกรรมและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติ”
จับตาโอกาสและความเสี่ยงต่อ BGRIM
สำหรับมุมมองผู้ลงทุน การเปิดตลาด Direct PPA การขยาย Smart Microgrid และความต้องการไฟฟ้าสะอาดจากนิคมอุตสาหกรรม อาจเป็นโอกาสต่อ BGRIM ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีฐานลูกค้าอุตสาหกรรมอยู่แล้ว โดยบริษัทมีโอกาสต่อยอดจากการจำหน่ายไฟฟ้า ไปสู่บริการโซลาร์ ระบบกักเก็บพลังงาน การบริหารโหลด และโซลูชันพลังงานครบวงจร
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของ PDP 2026 หลักเกณฑ์ Direct PPA อัตราค่าผ่านระบบไฟฟ้า หรือ Wheeling Charge รวมถึงการจัดสรร System Cost หากต้นทุนใช้โครงข่ายสูงเกินไป อาจทำให้การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรติดตามทั้งความชัดเจนด้านกฎระเบียบ เงินลงทุนที่ต้องใช้ ผลตอบแทนของโครงการ ต้นทุนทางการเงิน ตลอดจนความผันผวนของราคาก๊าซและ LNG ซึ่งยังมีผลโดยตรงต่อต้นทุนผลิตไฟฟ้าและอัตรากำไรของผู้ประกอบการ
ท้ายที่สุด PDP 2026 จะประสบความสำเร็จไม่ได้ด้วยการเพิ่มโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต โครงข่าย การกำหนดราคา ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า หากประเทศไทยสามารถสร้างไฟฟ้าสะอาดที่มั่นคง มีราคาที่แข่งขันได้ และเปิดให้ซื้อขายอย่างเป็นธรรม พลังงานจะไม่ใช่เพียงต้นทุนของประเทศ แต่จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุน และเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/668552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vrElN812z8-Z9fwcaZEyk

