• Wed. Sep 9th, 2026

เอกนิติ เร่ง “ลดหนี้-เติมทุน SME” พลิกเศรษฐกิจไทยพ้นโตต่ำ 3%

เอกนิติ-เร่ง-“ลดหนี้-เติมทุน-sme”-พลิกเศรษฐกิจไทยพ้นโตต่ำ-3%เอกนิติ เร่ง “ลดหนี้-เติมทุน SME” พลิกเศรษฐกิจไทยพ้นโตต่ำ 3%
เอกนิติ เร่ง “ลดหนี้-เติมทุน SME” พลิกเศรษฐกิจไทยพ้นโตต่ำ 3%

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “มุมมองทิศทางและโอกาสของประเทศไทย” ภายในงาน “TNN Future Forum 2026: THAILAND BEYOND TOMORROW” ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่สะสมมานาน จนนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และการขาดแคลนเงินทุนของผู้ประกอบการ SME ขณะที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งไทยต้องเร่งปรับตัวและเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส

นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัญหาที่สะสมมานานจนกลายเป็น “กรรมเก่า” ของประเทศไทย มี 5 เรื่องหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง หนี้สาธารณะสูง คนมีเงินออมต่ำ และ SME เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน รัฐจึงต้องเร่งแก้ปัญหาตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ใช่เพียงการประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องตัดวงจรเดิมให้ได้

ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเผชิญ 4 พายุความท้าทายใหม่ของโลก ได้แก่ โลกแตกขั้วและสงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ AI กติกาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

สำหรับ โลกแตกขั้วและสงครามการค้า การแบ่งขั้วของมหาอำนาจ การขึ้นภาษี และมาตรการกีดกันทางการค้า กำลังเปลี่ยนทิศทางการค้าและการลงทุนทั่วโลก แต่ในวิกฤตดังกล่าวไทยกลับมีโอกาส เพราะมีจุดแข็งด้านความเป็นกลางและสามารถค้าขายกับหลายขั้ว ทำให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่นักลงทุนต่างชาติต้องการเข้ามาลงทุน

ส่วน AI และเทคโนโลยี กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและการผลิตอย่างรวดเร็ว ไทยจึงต้องไม่เป็นเพียงผู้ใช้ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ ชิป และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ขณะเดียวกันต้องทำให้ SME และประชาชนสามารถนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ทั้งด้านบัญชี การตลาด และการผลิต

ด้าน สิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน กติกาสิ่งแวดล้อมกำลังถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้าและการลงทุนมากขึ้น ขณะที่ภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม กระทบประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กโดยตรง ไทยจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและปรับตัวให้ทันกติกาโลก

ขณะที่ สังคมผู้สูงอายุ จะทำให้ภาระด้านสุขภาพและการดูแลเพิ่มขึ้น ไทยจึงต้องส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุกลายเป็นภาระของครอบครัวและภาครัฐ พร้อมเปลี่ยนความท้าทายดังกล่าวเป็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรม Wellness การแพทย์ และสมุนไพรไทย

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่ง “ซ่อม” ปัญหาเดิม เพื่อหยุดวงจรที่ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเข้าไปจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท ครอบคลุมกว่า 1 ล้านบัญชี โดยโอนหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อบริหารจัดการต่อ หากจ่ายไม่ไหวจะเร่งปิดหนี้ ส่วนผู้ที่ยังไปต่อได้จะได้รับเงินทุนเพิ่ม โดยมาตรการดังกล่าวช่วยประชาชนไปแล้วเกือบ 1 ล้านราย

ขณะเดียวกัน รัฐเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และบัตรสวัสดิการ เพื่อลดแรงกระแทกด้านค่าครองชีพและต่อลมหายใจให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก พร้อมนำ AI “นกกระซิบ” บนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” มาช่วยสรุปและวิเคราะห์ยอดขาย เมื่อมีข้อมูลรายได้ต่อเนื่อง 3 เดือน ธนาคารสามารถนำข้อมูลดังกล่าวประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และ บสย. เตรียมเปิดตัวโครงการและสินเชื่อดังกล่าวในวันที่ 10 ก.ย. 2569

ด้าน SME รัฐเดินหน้าโครงการ SME Credit Boost ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์ โดยใช้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ช่วยค้ำประกัน เพิ่มสินเชื่อให้ SME ราว 6 หมื่นล้านบาท พร้อมเร่งคืนภาษีค้างชำระให้ SME อีกประมาณ 6 หมื่นล้านบาท รวมถึงโครงการ SME Supply Chain Financing หรือ “พี่ช่วยน้อง” เปิดทางให้ผู้ผลิตรายเล็กนำ Invoice หรือ PO มาใช้ประกอบการขอสินเชื่อ

นอกจากนี้ รัฐยังส่งเสริมการออมผ่านพันธบัตร “ออมพลัส” อายุ 3 ปี และ 10 ปี โดยรุ่น 10 ปีให้อัตราดอกเบี้ย 2.8% และใช้หลัก Small Lot First ให้ผู้ที่ต้องการออมเงินจำนวนไม่มาก เช่น 500-1,000 บาท มีโอกาสได้รับการจัดสรรก่อนรายใหญ่ พร้อมเตรียมเปิดตัว TISA เพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนในตลาดทุน

นายเอกนิติ กล่าวว่า หากมุ่งแต่ “ซ่อม” เศรษฐกิจไทยอาจกลายเป็น K-Shape คือคนบางกลุ่มไปต่อได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในขาลง และอาจรุนแรงถึงขั้น A-Shape ที่ทุกภาคส่วนแย่ลง จึงต้อง “สร้าง” โอกาสใหม่ เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไปสู่ V-Shape ให้คนส่วนใหญ่กลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้น

“สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่มาพูด แต่ต้องทำและแก้ตั้งแต่วันนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือซ่อม ต้องเร่งซ่อม แต่ซ่อมอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างด้วย มัวแต่ซ่อม เราก็จะกลับมาวงจรอุบาทว์เดิม จึงต้องทั้งซ่อมวันนี้ แล้วก็สร้างโอกาสในอนาคต ต้องตัดวงจรนี้ให้ได้”

สำหรับการ “สร้าง” โอกาสใหม่ รัฐจะเร่งดึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปประมวลผล และเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีส่งข้อมูลด้วยแสง โดยบริษัทระดับโลกอันดับ 1 และ 2 เข้ามาตั้งฐานการผลิตใน จ.สระบุรีแล้ว และมีการจ้างงานกว่า 3 หมื่นคน ขณะที่ BOI กำหนดเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและทำ R&D ร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย

ขณะเดียวกัน รัฐเตรียมผลักดันโครงการโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือน อุดหนุน 5 หมื่นบาทต่อหลังคาเรือน ตั้งเป้า 5 แสน ถึง 1 ล้านครัวเรือน ร่วมกับธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และการไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนประชาชนจากผู้ใช้ไฟเป็น “Prosumer” หรือทั้งผู้ผลิตและผู้ขายไฟฟ้า โดยสามารถขายไฟส่วนเกินคืนระบบและสร้างรายได้ในระยะยาวตลอดอายุแผงโซลาร์ราว 25–30 ปี

ด้านภาคเกษตร จะส่งเสริมพลังงานชีวภาพผ่านไบโอดีเซล D20 จากน้ำมันปาล์ม และ E20 จากเอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อให้รายได้จากการใช้เชื้อเพลิงส่วนหนึ่งกลับไปถึงเกษตรกรไทย

นอกจากนี้ จะผลักดันอุตสาหกรรม Wellness และสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก พร้อมดึงบริษัทผลิตยาระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มการลงทุนและการจ้างงาน

ส่วน BOI จะปรับยุทธศาสตร์จากการวัดเพียงมูลค่าเงินลงทุน มาเน้น “Value Creation” หรือคุณค่าที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การลงทุนต่างประเทศสร้างประโยชน์ต่อไทยในระยะยาว

นายเอกนิติ กล่าวย้ำ ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องลุกขึ้นมา “ซ่อม” ปัญหาในอดีตเพื่อประคองคนในวันนี้ พร้อมกับ “สร้าง” และคว้าโอกาสจากโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน เพื่อพาคนไทยเข้าสู่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ “Thailand Beyond Tomorrow” อย่างแท้จริง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/748388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21GpGZEIuwJo2Xw8mvsssz