ในเดือนพ.ค.2569 “ตลาดทุนไทย” มีประเด็นที่กลับมาสร้าง “ความวิตกกังวล” ให้กับ “นักลงทุน” อีกครั้ง จากกรณี “บริษัทจดทะเบียนไทย” (บจ.) 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS, บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO, บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF, บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF และบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ที่แจ้งรายการผิดนัดชำระหนี้รวมมูลค่าประมาณ 546 ล้านบาท ทั้งในส่วนของสถาบันการเงิน และหุ้นกู้ ท่ามกลางแรงกดดันด้าน “สภาพคล่อง” และ “ภาวะเศรษฐกิจ” ที่ยังชะลอตัว
หากดูหมวดธุรกิจที่มีปัญหาพบว่า 2 ใน 5 เป็น “กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์” ติดโผมากสุด รองลงมาเป็น กลุ่มพาณิชย์, มีเดีย และ สินค้าอุปโภคบริโภค ยิ่งตอกย้ำภาพ “เศรษฐกิจไทย” ในปี 2569 ยังเผชิญความเสี่ยงรอบด้านทั้งปัจจัยภายใน และนอกประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยเฉพาะของไทยคือ “หนี้ครัวเรือนสูง” เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ ด้วยสารพัดปัจจัยลบดังกล่าวล้วนเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า
ดังนั้น หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักสุด ต้องยกให้ “อสังหาริมทรัพย์” หลัง “กำลังซื้อหดตัว” และ “ศักยภาพการซื้ออสังหาฯ” ลดลง สะท้อนผ่านตัวเลขยอดปฏิเสธสินเชื่อสถาบันการเงินที่อยู่ระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มกลาง-เล็ก
5 บจ. ผิดนัดชำระหนี้แบงก์-หุ้นกู้
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขึ้นเครื่องหมาย CB “หุ้น RS” เนื่องจากผิดนัดชำระหนี้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดย RS ชี้แจงว่า ไม่สามารถดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้กระแสเงินสดหมุนเวียนในกิจการของทั้งกลุ่มบริษัทขาดสภาพคล่องชั่วคราว จึงเป็นเหตุให้เกิดการผิดนัดชำระตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวนรวม 317.37 ล้านบาท ซึ่งรายการดังกล่าวได้บันทึกเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน และดอกเบี้ยค้างจ่ายไว้ในงบฐานะการเงินรวม และเฉพาะบริษัทแล้ว
ขณะที่ MONO แจงการผิดชำระหนี้กับสถาบันการเงิน โดยระบุนับตั้งแต่ปัญหาโควิด-19 ปี 2563 อุตสาหกรรมสื่อ และบันเทิงทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แผนการดำเนินธุรกิจ และการบริหารคอนเทนต์ของบริษัทย่อยได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นเหตุให้มีการผิดนัดชำระหนี้จากสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการค้ำประกันจำนวนรวม 284 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผิดนัดในมูลหนี้อื่น และได้ผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร
อย่างไรก็ตามได้ชำระคืนหนี้ดังกล่าวบางส่วนในระหว่างงวด ทำให้ ณ 31 มี.ค.69 มีภาระหนี้คงเหลือ 203 ล้านบาท (คิดเป็น 8% ของสินทรัพย์รวม)
เช่นเดียวกับ ECF ผิดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ซึ่งมีกำหนด 18 พ.ค.69 จำนวน 3 รุ่น ประกอบด้วย ECF255B จำนวน 6,657,328.78 บาท, ECF262A จำนวน 1,062,082.16 บาท และ ECF28NA จำนวน 1,963,726.06 บาท รวม 9,683,137 บาท ซึ่งหุ้นกู้ทั้ง 3 รุ่น มีผู้ถือหุ้นกู้รวม 128 ราย ซึ่ง ECF ให้เหตุผลบริษัทประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในทางการเงิน
ขณะที่ PF รายงานการผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 5 รุ่น ซึ่งครบกำหนดชำระ 7-11 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ประกอบด้วย PF264A จำนวน 760,035.57 บาท, PF265B จำนวน 3,700692.85 บาท, PF268A จำนวน 4,389,040.75 บาท, PF25NA จำนวน 4,331983.19 บาท และ PF258B จำนวน 330,641.05 บาท รวม 10,182,757.41 บาท โดยให้เหตุผลว่า ขาดแคลนสภาพคล่อง หลังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซา รวมถึงแผนขายทรัพย์สิน และการจัดหาวงเงินสินเชื่อเพื่อชำระหนี้มีความล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลให้มีกระแสเงินสดไม่เพียงพอ
และ GRAND รายงานการผิดนัดชำระเงินต้นงวดที่ 1 จำนวน 4,295,000 บาท (คิดเป็น 5% ของมูลค่าที่ตราไว้ต่อหน่วย) และดอกเบี้ย จำนวน 1,105,403.66 บาท ของหุ้นกู้รุ่น GRAND259B ซึ่งครบกำหนด 12 พ.ค.2569 โดยแจงว่า ขาดแคลนสภาพคล่อง หลังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซา รวมถึงแผนขายทรัพย์สิน และการจัดหาวงเงินสินเชื่อเพื่อชำระหนี้มีความล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลให้มีกระแสเงินสดไม่เพียงพอ
ธปท. ชี้ปม “หนี้ บจ.” กระทบจำกัด
นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ส่วนกรณีที่พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่เริ่มมีปัญหาชำระหนี้ ต้องแยกเป็นรายกลุ่ม เพราะบางธุรกิจมีความเปราะบางอยู่เดิมจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว เมื่อมีแรงกระแทกเพิ่มอาจไปต่อไม่ไหว แต่ภาพรวมยังมองว่าผลกระทบจำกัดบางเซกเตอร์เท่านั้น
ขณะที่ ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังดูแลตัวเองได้ สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีธนาคารเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งผ่อนผัน และการช่วยเหลือเรื่องชำระหนี้ แต่ทั้งนี้ความสามารถปรับตัวของแต่ละธุรกิจ รวมถึงความสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าจะทำให้ผลกระทบต่างกันไปไม่สามารถสรุปแบบเหมารวมได้ว่า ธุรกิจจำนวนมากจะล้มพร้อมกัน แต่ธุรกิจที่อ่อนแออยู่เดิมก็ย่อมเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในช่วงนี้
จ่อออกแผนสกัดผิดนัดชำระหนี้ซ้ำซาก
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นกู้ท่ามกลางความกังวลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เรื่องการผิดนัดชำระหนี้ว่า กลุ่มบริษัทที่มีปัญหาหุ้นกู้ดังกล่าวในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็นรายเดิมๆ ที่เคยขอปรับโครงสร้างหนี้หรือยืดอายุหนี้ไปแล้วแต่ยังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้
สำหรับการผิดนัดชำระหนี้ และปรับโครงสร้างหนี้หุ้นกู้ช่วงนี้ มักเป็นกลุ่มที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังอยู่แล้ว เช่น EF, Grand, PF, EP, ECF และ APCS ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายอุตสาหกรรมทั้งอสังหาริมทรัพย์ พลังงานทางเลือก และสื่อ สาเหตุหลักมาจากปัญหาที่ผสมผสานกัน ทั้งเรื่องการถูกดิสรัปชัน ปัญหาด้านธรรมาภิบาล และสภาพคล่องที่ตึงตัวจากสภาวะเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ยังมีกรณี บจ. บางแห่งอย่าง RS และ MONO ที่แม้จะมีการผิดนัดชำระหนี้สถาบันการเงิน แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นกู้โดยตรงเนื่องจากไม่มีการออกบอนด์ในระยะหลัง พร้อมกันนี้ สมาคมยังมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกิดการผิดนัด (Corrective Measure) ซึ่งกระบวนการทางกฎหมาย นั้นใช้เวลานาน และซับซ้อน ดังนั้น สมาคมเตรียมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เน้นไปที่ “มาตรการป้องกัน” แทน โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นกู้เสี่ยงสูง (High Yield) คาดว่าจะมีความชัดเจนในปีนี้
โดยมี 2 กลไกสำคัญที่จะเพิ่มในข้อกำหนดสิทธิ ได้แก่ 1. ข้อจำกัดในการก่อหนี้ ให้มีการทดสอบว่า กระแสเงินสดหลังก่อหนี้ใหม่ต้องเพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย และเงินต้นของหนี้เดิม 2.ข้อจำกัดการจ่ายเงินที่ไม่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้บริษัทนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้หุ้นกู้ เช่น การเร่งคืนหนี้ให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ การจ่ายปันผลเกินตัวให้บริษัทแม่ หรือการซื้อหุ้นคืน
เสนอไกด์ไลน์ตัวกลางตรวจสอบ
นอกจากนี้ ยกระดับความเข้มข้นตัวกลาง และการมอนิเตอร์ ยังเตรียมเสนอ Guideline สำหรับตัวกลาง ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบความครบถ้วน ที่รัดกุมขึ้น เช่น การลงพื้นที่ตรวจสอบกิจการ และการสัมภาษณ์ผู้บริหารเชิงลึก
ขณะที่ ในส่วนของสมาคมยังมีทีมมอนิเตอร์ และจัดทำ Internal Watch List เพื่อติดตามบริษัทที่มีกำหนดชำระหนี้ล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบความพร้อมด้านสภาพคล่องอย่างใกล้ชิด,
ทางด้านภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทย แม้ไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดออกหุ้นกู้จะลดลง 15% แต่ข้อมูลล่าสุด ณ 20 พ.ค.2569 พบว่า ยอดรวมขยับขึ้นมาอยู่ที่ 314,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.2% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือสูง เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ยังคงได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากนักลงทุน
ในส่วนของทิศทางดอกเบี้ย คาดว่า จะเป็นลักษณะ “Higher for Longer” ตามแนวโน้มตลาดโลก ซึ่งเป็นจังหวะที่บริษัทใหญ่เริ่มกลับมาระดมทุนเพื่อล็อกต้นทุนดอกเบี้ยไว้ก่อน แนะนักลงทุน เป็นจังหวะที่ดีในการทยอยสะสมหุ้นกู้คุณภาพดี หรือพิจารณาพันธบัตรรัฐบาลที่จะออกมาเป็นทางเลือกในเดือนมิ.ย.นี้
ชี้แบงก์คุมเข้มกู้เปิดจุดตายผิดนัดชำระหนี้
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรณีการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่ง ทั้งในส่วนของตราสารหนี้เอกชนหรือหุ้นกู้ ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินกู้จากสถาบันการเงิน มองว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเฉพาะตัวในการบริหารจัดการด้าน “การเงินและสภาพคล่อง” ในแต่ละบริษัท
โดยในจำนวนบริษัทที่มีปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ปัญหาที่ส่วนใหญ่คล้ายๆ กันคือ ผลการดำเนินงานของบริษัทไม่ดี หรือ “ไม่มีกำไร” และหลัก ๆ เป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กู้เงินมาทำธุรกิจในระยะยาว เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องใช้เงินทุนในการพัฒนาโครงการ โดยหากโครงการดังกล่าวขายไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง และเพิ่มความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ให้มากขึ้น
ขณะที่ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวได้เข้ามาเป็นปัจจัยส่งเสริม ทำให้ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันทางการเงินต่างๆ เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น ส่งผลต่อบริษัทมีต้นทุนที่สูงขึ้นในการกู้แต่ละครั้ง ดังนั้น หลายธุรกิจจึงหันมาใช้สิทธิการเป็น บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการออกหุ้นกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจแทน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ต้นทุนน้อยกว่า
เชื่อเป็นปัญหาแบบรายธุรกิจไม่ใช่ภาพรวม
“แม้เราเห็นแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนที่อาจช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดีขึ้นได้ แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวยังจำกัดอยู่กับเพียงบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรม และสาธาณูปโภค ซึ่งกว่าประโยชน์ตรงนี้จะตกมาถึงกลุ่มอื่น ๆ อย่างกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ขนส่ง และค้าปลีกที่เป็นเอสเอ็มอี ธุรกิจที่มีสายป่านสั้นก็อาจไม่รอด”
อย่างไรก็ตาม มองว่าปัญหานี้เป็นปัญหารายธุรกิจมากกว่าปัญหาของทั้งอุตสาหกรรม เนื่องจากหลายบริษัทในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังสามารถควบคุมสัดส่วนหนี้ต่อทุนได้ดี รวมถึงบริหารหนี้ และภาระดอกเบี้ยได้มีประสิทธิภาพ ส่วนอุตสาหกรรมบันเทิงแม้บางธุรกิจจะไม่ทำกำไรหรือมีกำไรน้อยก็ยังมีบริษัทที่สามารถชำระได้ตรงตามกำหนดเวลา
ทั้งนี้ หากมีการผิดนัดชำระแล้ว การแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจากการเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ในกรณีของตราสารหนี้ อาจต้องมีการเจรจายืดระยะเวลาการชำระหนี้ ผ่านการเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้น หรือขายสินทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกัน รวมถึงอาจมีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น และหาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่เหมาะสม โดยต้องขึ้นอยู่กับมติผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1235130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZcuVvnl_VNf7gKykIVuok

