เศรษฐกิจอินเดียยังเข้มแข็งหลังเจอวิกฤติ ผู้เชี่ยวชาญเสนอพลิกความท้าทายเป็นโอกาสผ่าน 3 เสาหลัก
ความท้าทายทางเศรษฐกิจของอินเดีย
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านราคาพลังงาน การค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดการเงิน หลายประเทศเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความผันผวนของกระแสเงินทุน
สำหรับอินเดีย แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังมีอัตราการเติบโตสูง แต่ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าวเช่นกัน เนื่องจากยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง รวมถึงมีความเชื่อมโยงด้านการค้าและแรงงานกับภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ
กระทรวงการคลังอินเดียและธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ระบุว่า ความขัดแย้งดังกล่าวกำลังส่งแรงกดดันต่อเศรษฐกิจผ่านหลายช่องทาง ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ อินเดียยังมีความเชื่อมโยงกับตะวันออกกลางในระดับสูง โดยภูมิภาคดังกล่าวคิดเป็นประมาณร้อยละ 13 ของการส่งออกทั้งหมดของอินเดีย และเป็นแหล่งรายได้จากเงินโอนกลับประเทศ (Remittance) ของแรงงานอินเดียในต่างประเทศประมาณร้อยละ 38 หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงิน และภาคการส่งออกของประเทศได้ในระยะยาว
อินเดียยังคงเข้มแข็ง
แม้อินเดียจะเผชิญ “ความเสี่ยงรอบด้าน” แต่ทั้งรัฐบาลอินเดีย ธนาคารกลางอินเดีย และสถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่ง กลับมองตรงกันว่า เศรษฐกิจอินเดียยังคงมี “ความยืดหยุ่น” (Resilience) สูงกว่าหลายประเทศ และสามารถรองรับแรงกระแทกจากภายนอกได้ดีกว่าในอดีต
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจอินเดีย ได้แก่ อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเติบโตต่อเนื่อง การบริโภคภายในประเทศซึ่งคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 60 ของ GDP ระบบธนาคารและสถาบันการเงินที่มีเสถียรภาพ รวมถึงทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 697 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพียงพอต่อการนำเข้าประมาณ 11 เดือน
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการควบคุมราคาพลังงาน การสนับสนุนภาคส่งออก การรักษาสภาพคล่องในระบบการเงิน และการเร่งกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า แม้วิกฤติครั้งนี้จะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอินเดียในระยะสั้น แต่ก็อาจกลายเป็น “โอกาสสำคัญ” ในการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว โดย Morgan Stanley ระบุในรายงาน India Economics & Strategy – Opportunities and Risks amid Conflict ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเป็นแรงผลักดันให้อินเดียเร่งลงทุนและดำเนินนโยบายเชิงรุกใน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ พลังงาน (Energy) ปุ๋ยและความมั่นคงทางอาหาร (Fertilizers) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defence)
Energy: เร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
ปัจจุบัน อินเดียยังนำเข้าน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 85 และก๊าซธรรมชาติประมาณร้อยละ 50 ของความต้องการภายในประเทศ ทำให้มีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤติตะวันออกกลางส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และภาระการนำเข้าของประเทศ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน อินเดียได้เพิ่มปริมาณสำรองถ่านหินในประเทศจนเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 88 วัน ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติระยะสั้นได้ในระดับหนึ่ง
Morgan Stanley เสนอให้อินเดียเร่งลงทุนด้านพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว ทั้งการขยายพลังงานหมุนเวียน การลงทุนในพลังงานนิวเคลียร์ การเพิ่มคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ และการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานจากหลายประเทศ
Fertilizers: ลดความเสี่ยงด้านปุ๋ยและความมั่นคงทางอาหาร
อุตสาหกรรมปุ๋ยถือเป็นอีกหนึ่งภาคยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากอินเดียยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและวัตถุดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อภาคเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารโดยตรง เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น
Morgan Stanley เสนอให้อินเดียเร่งกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ย เพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเสนอให้อินเดียพัฒนาอุตสาหกรรมปุ๋ยสีเขียว (Green Ammonia) และการผลิตปุ๋ยจากพลังงานสะอาด เพื่อเสริมความมั่นคงด้านอาหารและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต
Defence: เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกกำลังผลักดันให้อินเดียเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธจากต่างชาติ โดยรัฐบาลอินเดียกำลังผลักดันนโยบาย “Atmanirbhar Bharat” และ “Make in India” เพื่อสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มการลงทุน การสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ และการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนั้น อินเดียเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศที่ใช้งบประมาณด้านกลาโหมสูงที่สุดในโลก และตั้งเป้าเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็นร้อยละ 2.5 ของ GDP ภายใน 5 ปีข้างหน้า
Morgan Stanley มองว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงของประเทศ แต่ยังช่วยกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ ในภาพรวม Morgan Stanley คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินเดียจะสามารถเติบโตได้ในระดับประมาณร้อยละ 6.5–7 ต่อปีในระยะกลาง แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอนสูงก็ตาม
ข้อคิดเห็นของ สคต.
1. แม้อินเดียจะเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่อินเดียยังคงมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและมีศักยภาพการเติบโตในระดับสูง จากปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ ทั้งขนาดตลาด การบริโภคภายในประเทศ ระบบการเงินที่เข้มแข็ง และการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงยังถือเป็นตลาดสำคัญที่ไทยควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น
2. แนวโน้มการเร่งลงทุนของอินเดียในภาคยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น พลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน อาจเปิดโอกาสให้ไทยสามารถขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอินเดียได้มากขึ้นในอนาคต ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมแปรรูป การก่อสร้าง และบริการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งอาจช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับไทยในระยะยาวได้ต่อไป
3. แม้อินเดียยังคงมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง
แต่รัฐบาลอินเดียยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความผันผวนจากวิกฤติในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีอินเดียได้ขอความร่วมมือประชาชนให้ลดการใช้พลังงาน ลดการซื้อทองคำที่ไม่จำเป็น และชะลอการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อเงินตราต่างประเทศและต้นทุนนำเข้าของประเทศ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mzjf9fjl0nhhitr1lj4ccbrb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HnT74VvLiWkJZf396WJYs

