
ไทยเร่งผลักดัน “เศรษฐกิจสีเขียวที่ยืดหยุ่น” เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานซึ่งมีมูลค่าสูง และรับมือกับราคาพลังงานโลกที่ผันผวน การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวทั่วโลกคาดว่าจะสามารถสร้างหรือรักษาตำแหน่งงานได้มากถึง 150 ล้านตำแหน่งภายในปี 2050
- ไทยเร่งผลักดัน “เศรษฐกิจสีเขียวที่ยืดหยุ่น” เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานซึ่งมีมูลค่าสูง และรับมือกับราคาพลังงานโลกที่ผันผวน
- ใช้ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลักทางการคลัง คือ สร้างเสถียรภาพด้วยการช่วยเหลือตรงจุด, เร่งการเปลี่ยนผ่านโดยส่งเสริมให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ และลงทุนปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย
- ร่วมมือกับธนาคารโลกใน “โครงการเมืองคาร์บอนต่ำ” ที่กรุงเทพฯ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างตลาดคาร์บอนที่ยั่งยืน
- การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวทั่วโลกคาดว่าจะสามารถสร้างหรือรักษาตำแหน่งงานได้มากถึง 150 ล้านตำแหน่งภายในปี 2050
เมื่อวิกฤติราคาพลังงานปะทะข้อจำกัดทางการคลัง ประเทศไทยเร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจสีเขียวที่ยืดหยุ่น” ผ่าน 3 เสาหลักทางการคลัง ดึงประชาชนเป็นผู้ผลิตพลังงาน พร้อมผนึกกำลังธนาคารโลกปั้นกรุงเทพฯ เป็นเมืองคาร์บอนต่ำ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่
โจทย์ใหญ่ระดับชาติ ไทยนำเข้าพลังงานสูงถึง 10% ของ GDP
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกและข้อจำกัดทางการคลัง ประเทศไทยต้องเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิเกือบ 10% ของมูลค่า GDP โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง จากความท้าทายนี้ ดร. สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในงานเสวนา Organized by Thailand: Financing a Resilient Green Economy จัดโดย World Bank IMF annual meetings 2026 ว่าการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “เศรษฐกิจสีเขียวที่ยืดหยุ่น” เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองภายในประเทศ
ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลักทางการคลัง
การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยดำเนินงานผ่าน 3 เสาหลักนโยบายการคลังที่สำคัญ ได้แก่
- Stabilize (สร้างเสถียรภาพ): เปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาน้ำมันชั่วคราวแบบหว่านแห มาเป็นการช่วยเหลือตรงจุดแก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจ เพื่อแยกการตัดสินใจทางการคลังออกจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
- Transition (เร่งการเปลี่ยนผ่าน): ออกมาตรการจูงใจทางการคลังให้ครัวเรือนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา พร้อมผ่อนคลายกฎระเบียบของโครงข่ายไฟฟ้า เปิดโอกาสให้ประชาชนและ SME ก้าวมาเป็น “Prosumer” ที่เป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตไฟฟ้า
- Invest (ลงทุนเพื่ออนาคต): ยกระดับระบบส่งและปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) พร้อมพัฒนาการเงินนวัตกรรมดึงดูดทุนเอกชน
นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “โครงการเมืองคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon City Project) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มธนาคารโลก, ธนาคารไทย และธนาคารลักเซมเบิร์ก ในการปรับปรุงอาคารและโรงงานในกรุงเทพฯ ด้วยโซลาร์เซลล์และระบบบริหารพลังงาน โดยใช้ระบบดิจิทัล MRV (Measurement, Reporting, Verification) จัดเก็บและรับรองข้อมูลการลดคาร์บอนเพื่อนำไปขายแก่ผู้ซื้อนานาชาติ เป็นการสร้างตลาดคาร์บอนและระบบการเงินที่ยั่งยืน
ธนาคารโลกหนุน พร้อมโอกาสสร้างงานสีเขียว 150 ล้านตำแหน่ง
ด้าน พาสคาล โดโนโฮ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความรู้ กลุ่มธนาคารโลก ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของธนาคารพัฒนาพหุภาคี (MDBs) ในการช่วยประเทศกำลังพัฒนาเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดย MDBs ใช้เงินทุนสาธารณะร่วมมือกับประเทศภาคี และออกหลักประกันหรือความคุ้มครองความเสี่ยงเพื่อดึงดูดเงินทุนภาคเอกชนเข้ามาเสริม
ในปีงบประมาณที่รายงาน กลุ่มธนาคารโลกได้จัดสรรเงินทุนเพื่อภูมิอากาศ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และดึงดูดทุนเอกชนได้อีก 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น การปรับตัวด้านสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียวยังเป็นเครื่องยนต์หลักที่คาดว่าจะช่วยสร้างหรือคุ้มครองตำแหน่งงานทั่วโลกได้มากถึง 150 ล้านตำแหน่ง ระหว่างนี้จนถึงปี 2050
ปลดล็อกข้อจำกัด และดันสถาปัตยกรรมทางการเงินระดับอาเซียน
การปรับตัวสู้ภัยภูมิอากาศจำเป็นต้องก้าวข้ามข้อจำกัด 3 ด้าน คือ ความตระหนักรู้ แรงจูงใจ และศักยภาพของโครงการ โดยยึดหลักการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางตามแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9
พร้อมกันนี้ ในวาระที่สิงคโปร์และไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า ไทยได้เสนอให้ผลักดัน “สถาปัตยกรรมทางการเงินระดับภูมิภาคเพื่อรับมือวิกฤตภูมิอากาศ” โดยต่อยอดจากประสบการณ์เดิมอย่างข้อตกลงเชียงใหม่ ผ่านการพัฒนาระบบเตือนภัยและแบ่งปันข้อมูลภูมิอากาศ การเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนและมาตรฐาน Taxonomy และการระดมทรัพยากรร่วมกันผ่าน Blended Finance เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนในระดับภูมิภาค
การเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจสีเขียวที่ยืดหยุ่น” คือหัวใจสำคัญของไทยในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงานที่สูงถึงเกือบ 10% ของ GDP ขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักทางการคลังที่มุ่งเปลี่ยนประชาชนเป็นผู้ผลิตพลังงาน พร้อมผลักดัน “โครงการเมืองคาร์บอนต่ำ” ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก นวัตกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความยั่งยืนทางการคลัง แต่ยังเป็นเครื่องยนต์หลักในการ สร้างและคุ้มครองตำแหน่งงานสีเขียวทั่วโลก พร้อมปูทางให้ไทยก้าวสู่ผู้นำการขับเคลื่อน สถาปัตยกรรมทางการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาคอาเซียน อย่างยั่งยืน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1256732&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J3uPOspCUQ8iI4B7DDj0Z

