โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้พบกับ นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบึงกุ่ม และได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน
นายชัชชาติ เปิดเผยว่า ตลาดปัฐวิกรณ์ถือเป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีผู้ประกอบการกลุ่ม SME (ธุรกิจที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน) อยู่ประมาณ 5 แสนราย และมีการจ้างงานสูงถึงกว่า 3 ล้านคน ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีอยู่ราว 1,400 แห่ง และมีการจ้างงานอีกประมาณ 3 ล้านคนเช่นกัน ดังนั้น บทบาทของ กทม. ยุคใหม่ต้องสนับสนุนทั้งสองภาคส่วนให้เติบโตไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ค้ารายย่อย
หนึ่งในนโยบายไฮไลต์ด้านเศรษฐกิจคือ การพัฒนา
“แพลตฟอร์มกลางของ กทม.” เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการและผู้ให้บริการในแต่ละพื้นที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถค้นหาและเข้าถึงบริการในท้องถิ่นได้สะดวก เช่น ช่างซ่อมแอร์ ช่างประปา หรือช่างชุมชน นอกจากนี้เตรียมจัดตั้งศูนย์ One Stop Service สำหรับกลุ่ม SME เพื่ออำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตต่างๆ รวมถึง “คลินิก SME” ที่จะคอยให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างรอบด้าน โดยย้ำว่าโจทย์ด้านเศรษฐกิจและปากท้องจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเร่งแก้ไขในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า” นายชัชชาติ กล่าว
สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม
นายชัชชาติ ระบุว่า เขตบึงกุ่มมีความคืบหน้าอย่างมากในการพัฒนาสวนป่าชุ่มน้ำขนาด 86 ไร่ ซึ่งจะกลายเป็นปอดแห่งใหม่ของคนเมือง และในอนาคตมีแผนจะขยายพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่องผ่านการสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่เพิ่มอีก 6 แห่ง กระจายให้ครอบคลุมทั้ง 6 โซนทั่วกรุงเทพมหานคร โดยแต่ละแห่งจะมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ไร่
ด้าน นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเสริมถึงนโยบายด้านการศึกษาว่า กทม. ได้ผลักดันการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษผ่านเทคโนโลยี AI โดยนำร่องใช้ที่โรงเรียนวัดนวลจันทร์ ซึ่งพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กนักเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการทำห้อง Makerspace เพื่อให้เด็กเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และยังได้พัฒนา “โรงเรียนสองภาษา” ในพื้นที่เขตบึงกุ่ม ได้แก่ โรงเรียนวัดบางเตย และโรงเรียนแย้มจาด ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากผู้ปกครองอย่างล้นหลาม ขณะที่ในพื้นที่บางกะปิ ได้มีการปรับปรุงห้องเรียนอนุบาลและเปิดรับเด็กอายุ 3 ปี เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและสกัดกั้นปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ
ขณะที่ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุถึงมิติด้านสาธารณสุขว่า จากการสำรวจข้อมูลพบว่ายังมีช่องว่างในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของประชาชน บริเวณรอยต่อ 4 เขต คือ เขตวังทองหลาง บางกะปิ ดินแดง และลาดพร้าว ซึ่งหากกทม. บริหารจัดการงบประมาณและเชื่อมโยงเครือข่ายบริการอย่างถูกจุด พื้นที่ดังกล่าวจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เข้ามาปิดช่องว่างของโครงข่าย Health Zone ในกรุงเทพมหานครได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ นายชัชชาติ ยังได้กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ต่างๆ ที่ตนเองมีคะแนนนำลิ่วในช่วงที่ผ่านมา โดยชี้ว่าผลโพลดังกล่าวคือสิ่งที่สะท้อนถึงผลงานที่ได้ลงมือทำจริงตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา มากกว่าที่จะเป็นเพียงกระแสจากการหาเสียงในช่วงสั้นๆ พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากประชาชน
“ผมบอกทีมงานว่าจริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่เราทำแล้วมันก็ออกดอกออกผล เพราะอย่างที่บอกว่าเราต้องทำงานจนกระทั่งประชาชนรู้สึกว่าชีวิตเขาดีขึ้นน่ะ สุดท้ายแล้วที่เราเป็นผู้ว่าฯ มา 4 ปี มันคือการทำงานแล้วหาเสียงไม่มีผลเลย เพราะประชาชนเขาเห็นผลลัพธ์ผลงานเรามา ก็ขอบคุณครับสำหรับโพลที่ออกมาคะแนนดี แต่ก็ประมาทไม่ได้ ก็ยังทำงานหนักตลอดในการสื่อสารนโยบายให้ ก็ออกทุกวันเหมือนเดิม” นายชัชชาติ กล่าว
ในช่วงท้าย นายชัชชาติ ได้ฝากความห่วงใยและขอความร่วมมือจากประชาชนรวมถึงสื่อมวลชน ช่วยกันประชาสัมพันธ์กำหนดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เนื่องจากยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ทราบวันเวลาที่แน่ชัด พร้อมแสดงความกังวลว่ายอดผู้มาใช้สิทธิอาจจะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
จึงอยากเชิญชวนให้คนกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิกันให้ถล่มทลายในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ เพื่อแสดงพลังในระบอบประชาธิปไตยและร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง
#ตลาดปัฐวิกรณ์ #บึงกุ่ม #บางกะปิ #SMEกรุงเทพ #โรงเรียนสองภาษา #พื้นที่สีเขียว #นโยบายกทม #HealthZone
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378978432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mb2EsAx0ktQd6Gu64eWhH

