เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ลงพื้นที่หาเสียง ที่ ตลาดปัฐวิกรณ์ เขตบึงกุ่ม กรุงทพฯ พร้อมทีม ’กรุงเทพฯ ทำงาน’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 12.10 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมทีมงาน เดินทางมาถึงบริเวณตลาดปัฐวิกรณ์ โดยขึ้นรถแห่หาเสียงมาพร้อมกับ 3 อดีตรองผู้ว่า ได้แก่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล, นางสาวทวิดา กมลเวชช และนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รวมถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาฯ และนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืนฯ กทม. โดยเดินเท้าเข้าสู่ภายในตลาดปัฐวิกรณ์ นวมินทร์ 72 เดินหาเสียงเพื่อพบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ท่ามกลางบรรยากาศหลังฝนตก พร้อมแจกแผ่นพับแนะนำนโยบาย 250+ นโยบาย

นายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงนโยบายเศรษฐกิจ ว่า จริงๆแล้วหัวใจสำคัญของนโยบาย 4 ปี ที่เราจะเสนอคือเรื่องเศรษฐกิจ ตลาดปัฐวิกรณ์เป็นส่วนหนึ่งของ SME ซึ่งในกรุงเทพฯ มีผู้ประกอบการรายย่อยที่มีลูกจ้างประมาณ 5 แสนราย งาน 3 ล้านคน กรุงเทพมหานครต้องอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้ และมีบริษัทใหญ่ 1,400 บริษัท จ้างงานประมาณ 3 ล้านคนเช่นกัน
“2 อันนี้คือตัวขับเคลื่อนเมือง อย่างที่ผมบอกตัวเศรษฐกิจ บริษัทใหญ่ 1,400 แห่ง จ้างงานประมาณ 3 ล้าน SME รายย่อย ของขายมือสองมี5แสนกว่าราย รวมทั้งผู้ค้าขายทางถนน ผู้ประกอบการร้านเล็กๆต่างๆ จ้างงานอีก 3 ล้านคน 2 ตัวนี้ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน หน้าที่ กทม.ต้องทำให้ตัวบริษัทใหญ่ขยายด้วย ดึงคนมาลงทุนจาก1,400 ให้เป็น 2,000ได้ไหม ให้มีคนงานในบริษัทใหญ่เยอะ SME เองเราก็ต้องให้ความสะดวกเขา เพื่อช่วยเสริมกัน 2 อัน ต้องทำอำนวยความสะดวกเรื่องผู้ค้ารายย่อยSMEให้เข้มแข็ง” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า เรามีนโยบายที่จะทำเหมือนกับแฟลตฟอร์ม เช่น รวบรวมผู้ที่มีความสามารถทางด้านต่างๆ SMEต่างๆ เพื่อให้คนที่ให้บริการกับคนที่ต้องการการบริการมาเจอกันได้ในแต่ละโซน เช่น สมมติว่ามีกลุ่มธุรกิจ ช่างแอร์ ช่างประปา ก็สามารถมาเจอกันบนแพลตฟอร์มได้ ก็จะทำให้เกิดการกระตุ้น SME ในเศรษฐกิจ ทำศูนย์เซอร์วิสสำหรับ SME จะได้สามารถออกใบขออนุญาตต่างๆได้ง่าย โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านกาแฟ อาจจะมีขั้นตอนต่างๆใบอนุญาต ที่จะมีระเบียบอยู่ รวมทั้งจะมีคลินิกSME เพื่อให้เศรษฐกิจต่างๆกระตุ้นมากขึ้น
“ผมว่าหัวใจของเมือง คือ เศรษฐกิจ ผมว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะเป็นปัญหาใหญ่เราก็พยายามช่วยพัฒนาต่อไป
สำหรับเขตบึงกุ่มที่ผ่านมา โครงการใหญ่ที่จะทำคือทำสวน มีสวนป่าชุ่มน้ำ 86 ไร่ ซึ่งทำมาใหม่ และเป็นนโยบายเราที่จะทำสวนใหม่ขึ้นมาอีก 6 แห่ง ทั่วกรุงเทพฯ ก็คือกระจายตามกรุงเทพฯ 6 โซน อย่างน้อย 10 ไร่ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น อีกหนึ่งเรื่องที่จะทำได้ดีในเขตบึงกุ่ม คือโรงเรียน” นายชัชชาติ กล่าว

ด้านนายศานนท์ กล่าวเสริมเรื่องทุนมนุษย์ ว่าเราทำให้เด็กได้เรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งปัญหาหลักคือเขาไม่ได้พูด ทำอย่างไรให้เด็กได้พูดทุกคน
“เราจะเอาเรื่องเทคโนโลยี AI เข้ามา มีโรงเรียนวัดนวลจันทร์ที่เอามาใช้แล้ว ภาษาอังกฤษเก่งขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ ปีแรก 21% และเรื่องของการเรียนที่ทำให้เด็กได้ลงมือทำมากขึ้น เอาพวกวัสดุอุปกรณ์ ต่างในโรงเรียนนำมาใช้มีหลายโรงเรียนอย่างเช่นโรงเรียนคลองลำเจียก และเรื่องโรงเรียนสองภาษา เขตบึงกุ่มมีโรงเรียนวัดบางเตย และโรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ ซึ่งเป็น 2 โรงเรียนที่ย้อนไปดูความเชื่อมั่นจากผู้ปกครองได้ว่าส่งลูกเข้ามาเรียนเพิ่มทุกปี พอเปิดห้องเรียนสองภาษา ผู้ปกครองก็อยากพานักเรียนมาเรียนเพิ่มมากขึ้น ที่เขตบางกะปิก็จะมีโรงเรียนมัธยมบ้านบางกะปิ เราไปทำห้องเรียนอนุบาลใหม่ เปิดรับอนุบาล 3 ขวบ ทำให้เด็กที่หลุดจากระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น” นายศานนท์ กล่าว
ด้าน นางสาวทวิดา กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของโรงพยาบาลที่เสนอจะสร้าง ว่า จากการคำนวณให้ประชาชนสามารถเข้าถึง จะมีจุดช่องว่างอยู่ที่บริเวณที่เชื่อมระหว่างวังทองหลาง บางกะปิ ดินแดง เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นพื้นที่ซึ่งเราพิจารณาว่า หากสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้และเชื่อมเน็ตเวิร์คได้ จะเป็นที่สุดท้ายที่เป็นช่องว่างของเฮลธ์โซนของกรุงเทพมหานครได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5751257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mpftCMvxYo_EJT_N6EsA8


