ถึงแม้จะมีการลงนามสันติภาพระหว่าง สหรัฐ-อิหร่าน แต่ยังมีความไม่แน่นอนถึงการเจรจาข้อตกลงสุดท้ายภายใน 60 วัน รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ความยัดแย้งสหรัฐ และอิหร่านที่ยังไม่ยุติกระทบเศรษฐกิจโลกผันผวนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง
ซึ่งอาจทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสหรัฐอยู่ภาวะ “Sticky” หรือสูงต่อเนื่องจนเฟดลดดอกเบี้ยไม่ได้ และอาจกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องจากเชื่อว่าการประชุมเฟดล่าสุดยังไม่นำปัจจัยนี้มาคำนวณสมการเงินเฟ้อ
อีกทั้ง แม้มีเงื่อนไขสันติภาพหรือข้อตกลง 14 ข้อ ระหว่างสหรัฐ และอิหร่านในระยะข้างหน้าเพื่อยุติสงคราม เช่น การจำกัดโครงการนิวเคลียร์ และการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเรื่องปฏิบัติได้ยากและใช้เวลา หากทำไม่ได้ตามเป้า ความกังวลอาจกลับมาอีกครั้ง
นอกจากนี้ครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงจากสงครามการค้า (Trade War) โดยเฉพาะมาตรา 301 (Section 301) อาจกลับมาเป็นประเด็นหลักที่ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ
“ยังไม่เห็นการยุติสงครามสำเร็จ ทำให้ความไม่แน่นอนยังลากยาว ราคาน้ำมันมีโอกาสขึ้น แม้ไม่เพิ่มเหมือนอดีต แต่เสี่ยงเพิ่มขึ้น และยังมีความเสี่ยงจากมาตรา 301 ที่กระทบส่งออกครึ่งปีหลัง และสงครามทะเลจีนได้ที่จะเข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น”
ในทางกลับกันหากสหรัฐลงนามในข้อตกลงกับอิหร่าน มองว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ภาวะสงคราม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศ
ทั้งผลบวกโดยตรงจากการลดลงของราคาน้ำมัน และต้นทุนการผลิต อาจทำให้ราคาน้ำมันที่ลดลงเร็วจากซัปพลายพลังงานเริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ต้นทุนในไทยลดลง ซึ่งลดภาระขนส่งลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และช่วยการท่องเที่ยวลดความกังวลนักท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติยกเว้นจีนที่เคยชะลอก่อนหน้านี้เพราะกังวลต้นทุนการเดินทาง
รวมทั้งครึ่งหลังปี นักท่องเที่ยวจะกลับมาได้ดีกว่าที่คาดจะเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักสำหรับธุรกิจการท่องเที่ยว โดยสถานการณ์นี้ช่วยลดภาระการคลัง เนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องแบกภาระอัดฉีดเงินอุ้มราคาพลังงานที่สูงเหมือนอดีต เมื่อภาระการคลังลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระยะยาวเริ่มมีสัญญาณนิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุน
ดังนั้น หากสถานการณ์คลี่คลายต่อเนื่องเป็นไปได้ที่จะเห็นปรับจีดีพีไทยขึ้น ดังนั้นจีดีพีมีโอกาสปรับตัวเหนือ 2% ได้ปีนี้
สงครามยืดเยื้อกดดันเงินเฟ้อ-สินค้าคงคลัง
ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หากความขัดแย้งอิหร่าน และสหรัฐไม่ยุติจะทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงตามที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ แม้เดิมจะมองว่าสถานการณ์มีโอกาสคลี่คลายช่วงกลางปี แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไปมากกว่านั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
ผลกระทบสำคัญเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อ รวมถึงผลกระทบสินค้าคงคลัง และวัตถุดิบต้นน้ำอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีได้รับผลกระทบต้นทุนสูงขึ้น ขณะเดียวกันน่ากังวล ปุ๋ย หากเกิดภาวะขาดแคลนปุ๋ยในประเทศจะกระทบผลผลิตเกษตร และอาจทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงจะยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อ รวมถึงหากเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตอาจกระทบภาคการผลิต
ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงไตรมาส 3 ก่อนที่จะสามารถหาข้อยุติได้ แน่นอนว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีของไทยอาจต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงกว่ากรณีฐานที่ประเมินไว้ราว 3%
ซึ่งระยะนี้ทุกอย่างขึ้นกับความรุนแรงสถานการณ์จะสิ้นสุดเมื่อใด โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อโอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้ง แม้ภาพปัจจุบันดูเหมือนยังไม่จบลง แต่เริ่มเห็นสัญญาณการเจรจากำลังใกล้จุดที่หาข้อสรุปร่วมกันได้มากขึ้น
แม้มีบางประเด็นตกลงกันไม่ได้สมบูรณ์ แต่ทุกฝ่ายต้องการเห็นความสงบลง ขณะที่อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเงื่อนไขต่อรองเพื่อแลกการฟื้นฟูเสถียรภาพ และความสงบในภูมิภาค ดังนั้นเวลานี้จึงยังไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจลง แต่ยอมรับว่าความเสี่ยงด้านลบ (Downside Risk) ได้เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม”
ต้นทุนราคาน้ำมันพุ่งต่อ 6 เดือน
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า ต้องจับตาน้ำมันดิบต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ราคาสูงขึ้นเฉลี่ยแตะ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้สงครามจะยุติแต่ราคาทั้งปียังสูงกว่าอดีต เพราะการกลับมาผลิตเต็มศักยภาพต้องใช้เวลา 6 เดือน รวมถึงสต๊อกน้ำมันดิบทั่วโลกต่ำสุดประวัติการณ์กดดันราคาทรงตัวระดับสูง
ด้านเสถียรภาพราคาคาดเงินเฟ้อไทยใกล้เคียง 3% หรือ 2.5-2.8% อยู่กรอบเป้าหมาย และไม่น่ากังวลเชิงนโยบายการเงิน แต่กังวลค่าครองชีพประชาชนแม้เศรษฐกิจมหภาคจะดี เช่น ส่งออกโต 10% หรือเงินเฟ้อ 3% แต่ประชาชนรับภาระต้นทุนสูงขึ้น
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ดีขึ้นมีโอกาสเศรษฐกิจไทยกลับไประดับ 1.8% ได้จากเดิมลดมาอยู่ที่ 1.4% จากผลกระทบสงคราม
จากปัจจัยบวกทั้ง การส่งออกช่วง 4 เดือนแรกของปีเติบสูงถึง 9% และคาดว่าทั้งปีภาพรวมการส่งออกอาจเติบโตมากกว่า 10% แต่การเติบโตนี้แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี และสินค้าไม่ใช่เทคโนโลยี (Non-technology) โดยสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขยายตัวสูงถึง 42%
ขณะที่สินค้ากลุ่มดั้งเดิมหรือ Non-tech แทบจะไม่ได้มีการเติบโตเลยในปีนี้ เนื่องจากต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน และวัตถุดิบ ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน และความคุ้มทุนของผู้ประกอบการ
รัฐจ่อเพิ่มเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะปรับเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 33 ล้านคน หลังความขัดแย้งสหรัฐ และอิหร่านดีขึ้น
โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-13 มิ.ย.69 นี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 14.94 ล้านคน ลดลง 2.82% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้วแต่เป็นการติดลบน้อยกว่าประเมิน
ทั้งนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะหารือ ททท.ถึงกลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวครึ่งหลังปี 2569 ให้ความสำคัญกับตลาดระยะไกล (Long-haul) มากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางอยากเดินทาง ขณะเดียวกันจะรุกตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ต่อเนื่อง เช่น อินเดีย
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้ประเมินได้ยาก ว่าราคาน้ำมันจะถูกลงแค่ไหน และส่งผลต่อราคาตั๋วเครื่องบินอย่างไร
ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาส 3 ปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ข่าวดีเรื่องสหรัฐกับอิหร่าน ประเมินอัตราการเข้าพักเดือน มิ.ย.จะดีกว่า 50% เป็นคาดการณ์เดิมจากการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรมเดือนพ.ค.2569
สรท.คาดส่งออกแนวโน้มชะลอตัว
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การส่งออกครึ่งปีแรกได้รับแรงสนับสนุนจากการเร่งสั่งซื้อสินค้าแต่มีแนวโน้มลดลงช่วงครึ่งปีหลังชะลอตัวลงที่ 2-4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนทั้งปี 2569 ยังมองขยายตัว 3-5% หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงกระทบการค้าโลกเพิ่ม โดยเฉพาะความเสี่ยงในตะวันออกกลางที่จะกระทบราคาพลังงาน และต้นทุนการขนส่ง ขณะที่ปัจจัยน่ากังวลสุดระยะต่อไปอยู่ที่ความผันผวนต้นทุนโลจิสติกส์ หากปิดการเดินเรือผ่านเส้นทางสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ หรือเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเอเชีย และยุโรป
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1239475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KqGgK1cpjzWjTma5Sokv5

