• Tue. Jun 23rd, 2026

‘อินโด’ อุ้มเศรษฐกิจรอบใหม่ อัด 1.48 พันล้านดอลลาร์ แจกข้าวสาร 33 ล้านคน

‘อินโด’-อุ้มเศรษฐกิจรอบใหม่-อัด-1.48-พันล้านดอลลาร์-แจกข้าวสาร-33-ล้านคน‘อินโด’ อุ้มเศรษฐกิจรอบใหม่ อัด 1.48 พันล้านดอลลาร์ แจกข้าวสาร 33 ล้านคน

อินโดนีเซียออกมาตรการใหม่ ดันเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง อัดฉีด 1.48 พันล้านดอลลาร์ สู้วิกฤติพลังงาน-พยุงรูเปียห์ แจกข้าวสาร 33 ล้านคน พร้อมลดภาษีภาคผลิต แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนอาจไม่พอดัน GDP ทะลุเป้า 5.4%

รัฐบาลอินโดนีเซียได้เปิดตัวโปรเจกต์กระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1.48 พันล้านดอลลาร์ สำหรับใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงานและปัญหาค่าเงินอ่อนค่า โดยมาตรการเด่นคือการแจกข้าวสารรายละ 10 กิโลกรัมให้แก่ประชาชนกว่า 33 ล้านคน รวมถึงการมอบส่วนลดค่าเดินทางพิเศษในช่วงเทศกาลวันหยุด

แจงงบกระตุ้นศก. 3 ส่วนหลัก 

แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจระบุว่า เงินงบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดจำนวน 18.04 ล้านล้านรูเปียห์ จะถูกนำไปใช้ในโครงการบรรเทาทุกข์ด้านอาหาร ด้วยการแจกจ่ายข้าวสารบรรจุกระสอบ ขนาดกระสอบละ 10 กิโลกรัม ให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิ์จำนวน 33.24 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 11.5% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ

ฮาร์ตาร์โต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณอีก 5 แสนล้านรูเปียห์ เพื่อจ่ายเงินอุดหนุน

การนำเข้าถั่วเหลืองให้แก่ผู้ผลิต “เต้าหู้และเทมเป้” 

กิโลกรัมละ 2,000 รูเปียห์ เนื่องจากปัจจุบันความต้องการใช้ถั่วเหลืองในประเทศมีสูงถึงปีละ 2.5 ล้านตัน และทั้งหมดจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

อุดหนุนทุนมนุษย์-อุ้มตลาดแรงงาน 

สำหรับงบประมาณส่วนที่เหลือจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่เงินจำนวน 6.26 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อใช้สนับสนุนโครงการฝึกงานขั้นพื้นฐานและโรงเรียนสายอาชีวศึกษา และอีก 2.04 ล้านล้านรูเปียห์ จะถูกนำไปใช้เป็นงบอุดหนุนมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน ซึ่งจะเน้นหนักในช่วงปิดเทอมเป็นหลัก

ด้านยาสเซียลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า รัฐบาลได้เคาะงบประมาณ 4.14 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อรองรับการจ้างงานในโครงการฝึกงานจำนวน 150,000 ตำแหน่งในช่วงครึ่งปีหลัง และจัดสรรอีก 2.12 ล้านล้านรูเปียห์สำหรับการจัดคอร์สฝึกอบรมวิชาชีพและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน

รมว.แรงงาน ระบุว่า โครงการพัฒนากำลังคนข้างต้นนี้ มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อยื่นมือเข้าช่วยเหลือและรองรับเยาวชนที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสายอาชีพจำนวน 220,000 คน รวมถึงช่วยเยียวยากลุ่มคนงานที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างจ้างงานอีกราว 50,000 คน

กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ -ยกเว้นภาษี

ดุดี ปุรวาคันธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่า รัฐบาลจะมอบส่วนลดราคาสูงสุดถึง 30% สำหรับการซื้อตั๋วรถไฟและตั๋วเรือข้ามฟากที่ให้บริการโดย “Pelni” ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศ โดยจะให้สิทธิ์ในช่วงวันหยุดเรียนของเด็กๆ และช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

 นอกจากนี้ จะยังคงมาตรการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เต็มจำนวนสำหรับตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดในเส้นทางบินภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และวัตถุดิบที่ใช้ผลิตพลาสติก รวมถึงลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องบิน 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีมาตรการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ ของกลุ่มนักเขียนหนังสือลงเหลือเพียง 1.5% จากเดิมที่ต้องจ่ายสูงถึง 15% โดยรัฐบาลตั้งงบส่วนลดภาษีเหล่านี้ไว้รวม 5 แสนล้านรูเปียห์

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับล่าสุดนี้กลับ “ไม่มี” มาตรการจูงใจในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมอยู่ด้วย โดยก่อนหน้านี้ รมว.คลัง เคยระบุว่ารัฐบาลจะให้เงินช่วยซื้อสกูตเตอร์ไฟฟ้าคันละ 5 ล้านรูเปียห์ หรือราว 280 ดอลลาร์ และลดหย่อนภาษีมูลค่าเพิ่มให้รถยนต์ไฟฟ้า 40%-100% ตามประเภทแบตเตอรี่ 

ฮาร์ตาร์โต ได้กล่าวยืนยันกับสื่อมวลชนว่า มาตรการอุดหนุน EV ทั้งหมดถูกสั่งระลึกไว้ชั่วคราวและอยู่ระหว่างการทบทวนใหม่

คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 2.5 ล้านล้านรูเปียห์

ฮาร์ตาร์โต กล่าวเสริมว่า มาตรการลดภาษีข้างต้นคาดว่าจะสร้างผลประโยชน์หมุนเวียนทางเศรษฐกิจกลับมาได้สูงถึง 2.25 ล้านล้านรูเปียห์ ทั้งในแง่ของการช่วยลดต้นทุนให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสร้างผลกระทบเชิงบวกแบบทวีคูณ โดยเฉพาะการปรับภาษีนำเข้าวัตถุดิบพลาสติกให้เหลือ 0% ที่จะช่วยควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้โดยตรง เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ของสินค้าอาหารในปัจจุบันล้วนต้องใช้พลาสติกเป็นส่วนประกอบ

ทางด้านประธานาธิบดี “ปราโบโว สุเบียนโต” ได้วางเป้าหมายการเติบโตทาง GDP ของอินโดนีเซียในปีนี้ไว้ที่ 5.4% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 5.11% ในปี 2025 

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่าเป้าหมายดังกล่าวยังห่างไกลจากความเป็นจริง เนื่องจากอินโดนีเซียกำลังตกอยู่ในวิกฤติพลังงานและยังต้องเผชิญภาวะที่นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น

ความกังวลนี้สะท้อนผ่านค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียที่อ่อนค่าลงจนทุบสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียดิ่งลงไปแล้วถึง 30% ส่งผลให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียจำเป็นต้องประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วถึง 3 ครั้งในช่วงระยะเวลาเพียง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อพยายามพยุงมูลค่าของเงินรูเปียห์เอาไว้

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 นี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้มีการใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วกว่า 15 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการแจกจ่ายอาหารและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอื่นๆ ก่อนหน้าที่จะมีโปรเจกต์ฉบับใหม่นี้ออกมา

นักเศรษฐศาสตร์ ชี้งบไม่พอดัน GDP ทะลุเป้า

ศ.ราห์มา กาฟมี จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแอร์ลังกา แสดงทัศนะกับสำนักข่าวนิดกเคอิ เอเชีย ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ไม่น่าจะทรงพลังพอที่จะผลักดันให้ GDP เติบโตถึงเป้าหมาย 5.4% ได้ เนื่องจากตัวเลขเงินอุดหนุนนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 0.11% ถึง 0.13% ของมูลค่า GDP ที่แท้จริงของประเทศเท่านั้น

ศ.กาฟมี สรุปว่า เม็ดเงิน 26.34 ล้านล้านรูเปียห์นี้ มีประโยชน์เพียงแค่ช่วยประคองไม่ให้เศรษฐกิจดิ่งหัวลงไปมากกว่า

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1239719&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qm2hq_XXIK-lnN_YmJY7o