ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และความกดดันต่อระบบงบประมาณสาธารณสุขของภาครัฐ การมองหา “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่” (New Economic Engine) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศจึงกลายเป็นวาระระดับชาติ
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Technology: MedTech) โดยเฉพาะ “หุ่นยนต์ผ่าตัด” (Robotic Surgery) กำลังถูกก้าวข้ามจากกรอบมุมมองเดิมที่เป็นเพียงอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะกลุ่ม (Niche Equipment) สำหรับสถานพยาบาลเอกชนระดับไฮเอนด์ สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสถิติการรอดชีวิต การลดค่าใช้จ่ายแฝงทางเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค (Regional Medical Hub)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘เลิดสิน’ตั้งเป้า TOP 3 รพ.รัฐเฉพาะทาง นำหุ่นยนต์ Modular ผ่าตัดสำเร็จ 19 ราย
พบผู้ป่วยมะเร็งปอด ระยะลุกลาม 70% แนะตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รักษาหาย
ผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ ระยะเวลาครองเตียงเหลือ 3 วัน
สุมนัส มนตรีโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท AYW Corporation จำกัด ผู้นำเข้าเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Versius Plus จากสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าการมีหุ่นยนต์ผ่าตัดจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับการรักษาพยาบาล และสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ให้แก่ประเทศได้
ในมิติเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข การผ่าตัดเปิดสร้าง “ต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจ” (Indirect Cost Loss) ต่อประเทศอย่างมหาศาลจากการสูญเสียผลผลิต (Productivity Loss) เมื่อผู้ป่วยต้องใช้เวลานอนพักฟื้นในโรงพยาบาล 1-2 สัปดาห์ และต้องพักฟื้นต่อที่บ้านอีกนับเดือน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบแรงงานและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
สุมนัส ชี้ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ ซึ่งเน้นการทำ Minimal Invasive Surgery (ผ่าตัดเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย) เข้ามาใช้ในวงกว้าง ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย แต่ยังเป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เมื่อผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ ระยะเวลาครองเตียงจะลดลงเหลือเพียงประมาณ 3 วัน แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก การฟื้นตัวเร็วขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วย ซึ่งรวมถึงกำลังแรงงานทักษะสูง สามารถกลับไปทำงานและดำเนินชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น การคืนคนทำงานกลับสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว คือการลดความสูญเสียเชิงโครงสร้าง และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยตรงต่อ Economic Overall ของประเทศ และช่วยให้โรงพยาบาลรัฐบาลสามารถบริหารงบประมาณอย่างมีดุลยภาพและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน (Financial Sustainability)” สุมนัส ระบุ
ยกระดับการรักษาพยาบาล ปลดล็อกวิกฤติคิวผ่าตัด
ในมิติสังคมและการรักษาพยาบาล ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและระยะเวลารอคิวผ่าตัดที่ยาวนานนับเดือน ซึ่งส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคซับซ้อน
สุมนัส อธิบายว่า การกระจายเทคโนโลยีหุ่นยนต์ผ่าตัดเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐ โรงเรียนแพทย์ และศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคอย่างแพร่หลาย จะเข้ามาเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขไทยใน 2 มิติสำคัญ
การปลดล็อกรอบเวลาผ่าตัดและช่วยชีวิตผู้ป่วย การผ่าตัดที่รวดเร็วและแม่นยำสูงช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน เพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนห้องผ่าตัด ทำให้โรงพยาบาลรัฐสามารถรองรับเคสผ่าตัดได้มากขึ้น ช่วยลดระยะเวลารอคิวผ่าตัดจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ ลดความเสี่ยงของผู้ป่วยที่อาจเสียชีวิตระหว่างรอคิว
รวมทั้งกระจายเทคโนโลยีขั้นสูงสู่ภูมิภาค (Healthcare Equity) การทลายข้อจำกัดด้านราคา เปิดโอกาสให้ศูนย์การแพทย์ในต่างจังหวัดสามารถมีหุ่นยนต์ผ่าตัดใช้งาน ทำให้ประชาชนในภูมิภาคเข้าถึงการรักษามาตรฐานระดับโลกได้ใกล้บ้าน โดยไม่ต้องกระจุกตัวเดินทางเข้ามายังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร
สปริงบอร์ดปักหมุดไทย สู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค
กรรมการผู้จัดการ บริษัท AYW Corporation จำกัด กล่าวว่า ในมิติยุทธศาสตร์การแข่งขันระหว่างประเทศ การที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็น Medical Hub ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) อย่างแท้จริง ไม่อาจพึ่งพาเพียงแค่การบริการ (Service) หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) เท่านั้น แต่ต้องมี “โครงสร้างพื้นฐานความรู้และนวัตกรรม” (Knowledge Infrastructure) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ประเทศไทยมีจุดแข็งจากศัลยแพทย์ที่มีทักษะฝีมือประณีต ความพร้อมของระบบโรงเรียนแพทย์ และปริมาณเคสผู้ป่วยที่หลากหลาย CMR Surgical จึงได้จับมือร่วมกับ โรงพยาบาลเลิดสิน จัดตั้ง ศูนย์ฝึกอบรมการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Training Center) แห่งแรกขึ้นในประเทศไทยและตามแผนต้องฝึกอบรมทีมแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 20 คน โดยหลังจากอบรมแล้วจะมี Proctor (ผู้เชี่ยวชาญ) จากยุโรป มาประเมินและได้รับ Certificate จาก Royal College of Surgeons of England
ยุทธศาสตร์ 3-5 ปีข้างหน้าของ MedTech ไทย
สุมนัส ให้ความเห็นถึงทิศทางในอีก 3-5 ปีข้างหน้าว่า ประเทศไทยเปลี่ยนจากบทบาท “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” มาเป็น “ผู้ให้บริการฝึกอบรมและส่งออกความเชี่ยวชาญ” แก่บุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างนิเวศเศรษฐกิจทักษะสูง (High-skilled Ecosystem) กระตุ้นการจ้างงานบุคลากรทักษะสูง เช่น วิศวกรชีวการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญเทคนิคทางการแพทย์ สร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศ MedTech ในประเทศ
ที่สำคัญเทคโนโลยีหุ่นยนต์ผ่าตัดเป็นนวัตกรรมที่มีวงจรชีวิต (Lifecycle) ยาวนาน ไม่ต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการวิจัย การทดสอบเชิงคลินิก และการรับรองมาตรฐาน อย. (FDA) จากทั้งประเทศผู้ผลิตและ อย. ของประเทศไทยอย่างเข้มงวด การลงทุนของสถานพยาบาลจึงมีความคุ้มค่าเชิงโครงสร้างและไม่เสี่ยงต่อการล้าสมัยเร็ว
“แต่หากมองในภาพใหญ่เชิงยุทธศาสตร์ การมีหุ่นยนต์ผ่าตัดที่เข้าถึงง่ายและยั่งยืน จะไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสุขภาพของผู้ป่วยเท่านั้น แต่คือการสร้างรากฐานความเข้มแข็งให้แก่ระบบสาธารณสุข การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และการปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ชั้นนำของภูมิภาคอย่างแท้จริง” สุมนัส กล่าวทิ้งท้าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1246870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D4dHVJ4JV0zI7j792G18p

