
หมอเปรม เปิดสถิติ20 ปี ภัยพิบัติถล่มไทย เศรษฐกิจสูญกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ดับ 10,549 ชีวิต “เปรมศักดิ์” ชี้ถึงเวลารื้อระบบรับมือภัย ดันกองทุนผู้ประสบภัย พร้อมผ่าตัดโครงสร้างการเงิน EMS ก่อนวิกฤตหนักกว่าเดิม
16 สิงหาคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยผลการประชุมคณะทำงาน ครั้งที่ 6 ซึ่งได้พิจารณาสถานการณ์งบประมาณ การบริหารจัดการภาวะวิกฤต และระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อประกอบการศึกษาเรื่อง “การปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเทคโนโลยีดิจิทัล”
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่นำเข้าสู่ที่ประชุมสะท้อนสถานการณ์น่ากังวลว่า ตลอด 20 ปี ระหว่าง พ.ศ.2547-2567 ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 68 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตถึง 10,549 คน ขณะที่ความรุนแรงและความซับซ้อนของภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนเพื่อสร้างระบบรับมือในอนาคตยังไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง คือ คลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ซึ่งถล่มชายฝั่งอันดามัน มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวม 8,345 คน บาดเจ็บ 8,457 คน ความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 55,700 ล้านบาท ขณะที่มหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายมหาศาลถึง 1.87 ล้านล้านบาท โดยเมื่อวิเคราะห์ภัยพิบัติสำคัญ 95 เหตุการณ์ในรอบ 20 ปี พบว่า ร้อยละ 67 เป็นอุทกภัยและภัยแล้ง โดยภัยแล้งมีตัวเลขประชาชนได้รับผลกระทบสะสมจากการนับซ้ำในแต่ละวาระถึง 151 ล้านคน หรือเกือบ 42 ล้านครัวเรือน
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ตัวเลขทั้งหมดเป็นสัญญาณเตือนว่า ภัยพิบัติไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจบ แต่เป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่พร้อมกลับมาสร้างความสูญเสียได้ตลอดเวลา หากประเทศไทยยังไม่ลงทุนสร้างความพร้อมและปฏิรูปโครงสร้างการเงินการคลังอย่างจริงจัง ความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจอาจยิ่งรุนแรงขึ้นในอนาคต
นอกจากน้้น คณะทำงานยังให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ พร้อมเดินหน้าแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 เพื่อสร้างกลไกทางการเงินที่มีความคล่องตัวและยั่งยืน เนื่องจากกฎหมายเดิมใช้มานานกว่า 18 ปี ขณะที่รูปแบบภัยพิบัติเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งถี่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น และรุนแรงขึ้น การพึ่งพางบประมาณรายจ่ายงบกลางเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ทันต่อสถานการณ์
สำหรับ ข้อมูลตั้งแต่ปี 2546-2569 พบว่า รัฐจัดสรรงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวม 123,667 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 5,300 ล้านบาทต่อปี ส่วนปีงบประมาณ 2569 ตั้งงบกลางสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยไว้ 25,099 ล้านบาท แนวทางปฏิรูปจึงต้องเปลี่ยนจากการเยียวยาแบบ “ปีต่อปี” ไปสู่การสร้าง “หลักประกันทางการคลัง” มีแหล่งเงินเฉพาะ ลดขั้นตอนเบิกจ่าย และทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้รับการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว เท่าเทียม และเป็นธรรม
นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า อีกวิกฤตที่น่าเป็นห่วงคือสถานะทางการเงินของ กองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน เพราะปริมาณภารกิจสวนทางกับงบประมาณ โดยจำนวนปฏิบัติการฉุกเฉินเพิ่มจาก 1,794,605 ครั้งในปี 2562 เป็น 2,316,345 ครั้งในปี 2568 เพิ่มถึง 521,740 ครั้ง หรือ 29.07% ที่ผ่านมา งบประมาณกองทุนอยู่เฉลี่ยประมาณ 1,050-1,090 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นงบพัฒนาระบบประมาณ 80 ล้านบาท และค่าชดเชยการปฏิบัติการประมาณ 960-1,012 ล้านบาท แต่ปีงบประมาณ 2570 กลับถูกปรับลดเหลือเพียง 825.79 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเงินไม่พอยังนำไปสู่การ “ค้างจ่ายค่าชดเชย” หน่วยปฏิบัติการ จนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ต้องขอรับการจัดสรรงบกลางกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นรวม 651.67 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าชดเชยค้างจ่ายสะสมจากปี 2568 จำนวน 258.92 ล้านบาท และภาระที่คาดว่าจะขาดแคลนในปี 2569 อีก 392.75 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องเร่งปรับค่าชดเชยให้สะท้อนต้นทุนจริง เพื่อไม่ให้ระบบ EMS ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับ “นาทีชีวิต” ของประชาชนต้องสะดุดเพราะปัญหางบประมาณ
สำหรับ แนวทางปฏิรูปของ สพฉ. ตั้งเป้าเปลี่ยนระบบจาก Reactive หรือรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือ เป็น Proactive หรือป้องกันและเตรียมพร้อมก่อนเกิดวิกฤต ผ่าน 5 ภารกิจหลัก ได้แก่ สร้าง Community First Responder ขยายหน่วยปฏิบัติการระดับตำบลและพัฒนาอาสาสมัครฉุกเฉินชุมชน ให้ประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือตั้งแต่นาทีแรก เดินหน้า Digital Transformation ผ่านระบบ NDEMS ซึ่งมีการใช้งานแล้วกว่า 45,419 ครั้ง ระหว่างเดือนตุลาคม 2568-มิถุนายน 2569 สามารถระบุพิกัดผู้ป่วย ใช้วิดีโอคอลสอน CPR และบริหารทรัพยากรผ่านสายด่วน 1669
นอกจากนั้น ต้องเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและสาธารณภัย พัฒนาบุคลากรและซ้อมแผนระดับชาติ ทั้ง C-MEX, MOBEX, SAREX และระบบบัญชาการเหตุการณ์ หรือ ICS ต้องยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยวผ่าน T-MAC พัฒนาระบบแพทย์ฉุกเฉินทางน้ำและทะเล พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รองรับพื้นที่ EEC เชื่อมระบบ EMS กับพื้นที่อุตสาหกรรม พัฒนาการส่งต่อเฉพาะทาง และเตรียมรับอุบัติภัยสารเคมีและอุตสาหกรรม
ประธานคณะทำงานฯ กล่าวอีกว่า คณะทำงานยังพิจารณายุทธศาสตร์ 5 มาตรการ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินของระบบ เริ่มจากปรับชุดสิทธิประโยชน์โดยใช้เทคโนโลยี ทั้ง GPS Tracking บนรถพยาบาล, Telemedicine, Teleconsultation และระบบส่งข้อมูลผู้ป่วยจากรถพยาบาลไปยังห้องฉุกเฉินล่วงหน้า มาตรการที่ 2 ปรับอัตราและหลักเกณฑ์ค่าชดเชยตามระเบียบฉบับใหม่ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมระดับ CLS, ALS และ BLS รวมถึงระดับความรุนแรงของผู้ป่วย โดยปฏิบัติการทางบกที่อยู่ห่างโรงพยาบาลเกิน 10 กิโลเมตร ได้เพิ่มกิโลเมตรละ 10 บาท และตั้งแต่ 20 กิโลเมตรขึ้นไปเพิ่ม 100 บาท ส่วนการระดมหน่วยออกนอกพื้นที่จ่ายค่าเดินทางกิโลเมตรละ 4 บาท รถขับเคลื่อน 4 ล้อเพิ่ม 100 บาทต่อครั้ง และรถ 6 ล้อขึ้นไปเพิ่ม 400 บาทต่อครั้ง
มาตรการที่ 3 เดินหน้าสู่ Value-Based Payment หรือการจ่ายเงินที่มุ่งคุณภาพ โดยคำนวณต้นทุนจริงทั้งระบบ พบว่าปฏิบัติการทางบกระดับ BLS มีต้นทุนเฉลี่ย 4,699.04 บาทต่อครั้ง และ ALS อยู่ที่ 8,688.73 บาทต่อครั้ง จึงเสนอค่าบริการ 4,699 บาท และ 8,689 บาทตามลำดับ ส่วนระบบทางน้ำมีต้นทุน BLS ตั้งแต่ 4,280-62,680 บาท ขณะที่ ALS หรือผู้ป่วยสีแดงอยู่ที่ 12,204.05-70,604.05 บาทต่อครั้ง ยิ่งการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศยิ่งมีต้นทุนสูง โดยเฮลิคอปเตอร์ EC135 อยู่ที่ 57,384.20 บาทต่อเคส, EC725/H225 อยู่ที่ 251,976.20 บาท, เครื่องบิน King Air 350 อยู่ที่ 130,016.79 บาท และ C130 สูงถึง 507,616.79 บาทต่อเคส ขณะที่ค่าดำเนินกิจการของ สพฉ. อยู่ที่ทางบกและทางน้ำ 260 บาทต่อเคส และทางอากาศ 5,260 บาทต่อเคส
มาตรการที่ 4 และ 5 คือการบูรณาการแหล่งเงินจากกองทุนสุขภาพและรายได้ภายนอก ทั้ง สปสช. ประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว รวมถึงเงินตามกฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประกันชีวิต และประกันวินาศภัย เพื่อลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงช่องทางเดียว
นพ.เปรมศักดิ์ ย้ำว่า หัวใจของการปฏิรูปต้องเปลี่ยนจาก “จ่ายงบเยียวยาหลังเกิดเหตุ” เป็น “ลงทุนสร้างความพร้อมก่อนเกิดวิกฤต” เพราะการแพทย์ฉุกเฉินไม่ใช่เพียงเรื่องรถพยาบาล แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของประเทศ” ที่ทุกนาทีหมายถึงชีวิตประชาชน อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสุดท้ายคือสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มีเงินเพียงพอ โปร่งใส มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อให้คนไทยทุกพื้นที่ได้รับบริการ “รวดเร็ว ปลอดภัย เข้าถึงได้ มีมาตรฐาน และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในนาทีวิกฤต”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/1051025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07FyMfC2RBg_r2wTL7kQrM


