
วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใหม่ เข้าถึง และขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว ในมิติกว้างขวางกว่าที่คิด
เกี่ยวกับสัมพันธ์ที่ว่าในบางภาพ เป็นชิ้นๆ ผมเคยนำเสนอมาบ้าง (ในมติชนสุดสัปดาห์) ตั้งแต่เมื่อปี 2560 (ซีรีส์ 4 ตอน เรื่อง “จีน” กับสังคมธุรกิจไทย) และติดตามต่อมา ว่าด้วยเรื่องอิทธิพลค้าปลีกออนไลน์จีนในประเทศไทย (มติชนสุดสัปดาห์ กันยายน 2562)
คราวนี้ ตั้งใจให้ภาพพัฒนาการอันต่อเนื่อง และคลี่คลาย เป็นไทม์ไลน์ ในนั้นมีความพยายามย้อนรอยกลับไปมองให้ไกลมากจากจุดตั้งต้นที่สำคัญๆ
เท่าที่ติดตาม สำรวจ ธุรกิจจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาสู่สังคมไทยในยุคแรกๆ เป็นช่วงคาบเกี่ยววิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ตั้งใจเข้าสู่ธุรกิจพื้นฐานซึ่งทรงอิทธิพลในสังคมไทย แม้อยู่ในท่ามกลางผู้ยึดครองอย่างเหนียวแน่น
เปิดฉากด้วยธนาคารเก่าแก่ของจีน Bank of China (BOC) ก่อตั้งมากว่าศตวรรษในยุคสมัยก่อนคอมมิวมิสต์ (ก่อตั้งโดย ดร.ซุน ยัตเซ็น) นับเป็นธนาคารที่เปิดดำเนินกิจการยาวนานที่สุดในประเทศจีน ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสี่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจีน เคยมีฐานะเป็นธนาคารกลางในช่วงแรก
ต่อมาในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน BOC เป็นธนาคารผู้ผูกขาดการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ และดูแลการชำระเงินระหว่างประเทศ
ในยุคสมัยใหม่ (ตั้งแต่ปี 2537) มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ให้กลายเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐอย่างเต็มตัว (รัฐบาลถือหุ้นข้างมาก) ก่อนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ ในปีเดียวกัน (2543)
ในปีนั้นเอง (2537) BOC ได้เข้ามาเปิดสำนักงานตัวแทนในประเทศไทย เข้ากับจังหวะรัฐไทยมีความมั่นใจอย่างมาก กับนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน (2536) ให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) แห่งภูมิภาค
ดูตั้งใจแข่งกับฮ่องกงและสิงคโปร์ ตามแผนการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งไทยและต่างประเทศสามารถกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจากนอกประเทศ แล้วนำมาปล่อยกู้ต่อได้สะดวกขึ้น ที่เรียกว่า BIBF (Bangkok International Banking Facilities) หรือ “กิจการวิเทศธนกิจ”
BIBF มีส่วนให้ไทยเผชิญวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะธุรกิจในจีนโดยรวมกำลังตั้งหลัก เริ่มต้นแผนการขยายเครือข่ายออกนอกประเทศ
ในช่วงคาบเกี่ยว (ปี 2540) นั้น BOC ได้ยกระดับขึ้นเป็น ธนาคารแห่งประเทศจีน จำกัด สาขากรุงเทพฯ สามารถให้บริการทางการเงินเต็มรูปแบบ
ความเป็นไปสัมพันธ์กับธุรกิจจีนในไทยอย่างแยกไม่ออก เมื่อกระแสคลื่นลูกใหญ่ถาโถม BOC จึงยกระดับขึ้นขั้นใหญ่ (ปี 2557) เปลี่ยนสถานะเป็นธนาคารลูก (Subsidiary) ภายใต้ชื่อ ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน) จากวิเทศธนกิจ และบริการการเงินกว้างขึ้นแต่จำกัดเพียงสาขาเดียว สู่บริการรายย่อย (Retail Banking) อย่างเต็มตัว
ปัจจุบัน BOC มีเครือข่ายสาขาถึง 7 แห่งแล้ว อยู่ในกรุงเทพฯ 3 แห่ง ที่เหลือกระจายไปปักหลักในภูมิภาคสำคัญๆ รวมทั้งเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ตามมาอีกรายในช่วงสังคมไทยวุ่นวายสับสน จากแรงกระเพื่อมและผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจ คือ Huawei Technologies เครือข่ายธุรกิจจีนซึ่งมีโครงสร้างกิจการที่แตกต่าง
ก่อตั้งขึ้นราวทศวรรษเดียว (2530) ก่อนจะมาถึงไทย (2542) โดยอดีตวิศวกรกองทัพปลดแอกประชาชนจีน จากบริษัทห้องแถวเล็กๆ ในเมืองเซินเจิ้น-เขตเศรษฐกิจพิเศษ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลก
เป็นธุรกิจเอกชนอย่างแท้จริงในจีน ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นเพียงเท่านั้น แต่นำเสนอรายงานประจำปีในวงกว้างอย่างเคร่งครัด ด้วยเชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์ที่จำเป็นกับพันธมิตรธุรกิจระดับโลก
ในช่วงเวลาธุรกิจจีนตั้งหลัก และขยายออกนอกประเทศ (ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา) Huawei เดินแผนสู่ตลาดตามชนบทและเมืองรองของจีนที่คู่แข่ง โดยเฉพาะเครือข่ายธุรกิจต่างชาติมองข้าม เช่นเดียวกับแผนการขยายไปสู่ตลาดโลก เริ่มจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อย่างทวีปแอฟริกาและอาเซียน รวมถึงประเทศไทย
Huawei เปิดฉากสำนักงานในกรุงเทพฯ ด้วยการจัดหาอุปกรณ์เครือข่ายและระบบสื่อสาร โดยเฉพาะให้แก่ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย ที่ว่าไปเป็นธุรกิจหนึ่งซึ่งแทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะอยู่ท่ามกลางคู่แข่ง ผู้ยึดครองตลาดในเวลานั้น ที่มาจากยุโรป อย่าง Ericsson Nokia และ Siemens เป็นช่วงที่เป็นโอกาส ในจังหวะเวลาโครงสร้างธุรกิจขยับขยายครั้งใหญ่ มีเครือข่ายธุรกิจระดับโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง (Telenor เข้ามาถือหุ้น DTAC) ขณะมีรายใหญ่รายใหม่ (เครือซีพี) ร่วมวง
บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ (ปี 2545) ตามแผนขยายการลงทุน อ้างอิงช่วงเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานระบบ 2G และ 3G
จากนั้นใช้เวลาพักหนึ่ง (จนถึงปี 2554) จึงบุกตลาดสมาร์ตโฟน ราคาประหยัด ด้วยระบบปฏิบัติการ Android ภายใต้แบรนด์ Huawei เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างจริงจัง
กิจการเป็นไปด้วยดี จึงปักหลักตั้งสำนักงานในไทย (2559) ให้เป็นศูนย์กลาง (Hub) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตามมาอย่างกระชั้นด้วยแผนการขยายธุรกิจให้หลากหลาย เป็นผู้ให้บริการคลาวด์ และลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ไปจนถึงบุกตลาดพลังงานสะอาด ในนาม Huawei Digital Power นำเสนออุปกรณ์สำคัญในระบบโซลาร์เซลล์ และระบบชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่กำลังมาแรง
มีอีกราย อยู่ในข่ายยุคบุกเบิก ก้าวเข้าสู่ตลาดซึ่งถูกยึดครองอย่างมั่นคงราวครึ่งศตวรรษ โดยเครือข่ายธุรกิจญี่ปุ่น
เรื่องราวโรงงานตู้เย็นชิงเต่า (Qingdao Refrigerator Factory) ที่เกือบเจ๊ง (ปี 2527) กลายเป็นเครือข่ายธุรกิจจีนที่เติบโตอย่างมหัศจรรย์ ราวทศวรรษเดียว ด้วยความร่วมมือกับธุรกิจเยอรมนี และเมื่อเปลี่ยนชื่อเป็น Haier
ฉากที่สำคัญคือการเข้าตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (A-Share) ในปี 2536 การบุกเบิกตลาดสหรัฐอเมริกา (ปี 2542) และอีก 2 ทศวรรษถัดมา กลายเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับต้นๆ ของโลก
ปี 2545 Haier ชิมลางตลาดประเทศไทยเป็นครั้งแรก ผ่านกิจการร่วมทุนกับ บริษัท ไดสตาร์ อิเลคทริก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อาศัยโรงงานและเครือข่ายการจัดจำหน่ายของไดสตาร์ ด้วยนำชิ้นส่วนโทรทัศน์และเครื่องปรับอากาศจากจีนเข้ามาประกอบและวางจำหน่ายในไทยในแบรนด์ Haier ผ่านมาไม่กี่ปี (2550) จึงตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง แม้ถือว่าตั้งหลักได้ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเชีย และมาเลเซีย
จุดเปลี่ยนสำคัญในไทยในปี 2550 นั้น มาจากเข้าซื้อโรงงานผลิตตู้เย็นของ Sanyo ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ต่อมาพัฒนาเป็นฐานการผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้าที่ใหญ่ที่สุดของ Haier ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และถือเป็นจังหวะสำคัญสัมพันธ์กับดีลใหญ่ในเวลาต่อมา (2554) ด้วยการเข้าซื้อกิจการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านแบรนด์ Sanyo ทั้งในญี่ปุ่นและอาเซียน
ตามมาจังหวะก้าวต่อเนื่อง สู่ดีลใหญ่ยิ่งขึ้น ที่สำคัญๆ ได้แก่ ซื้อกิจการ Fisher & Paykel แห่งนิวซีแลนด์ (2555) GE Appliances – สหรัฐอเมริกา (2559) เป็นดีลประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนวงการ ทุ่มเงินกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อกิจการแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของ GE กลายเป็นผู้นำตลาดอเมริกาเหนือ รวมทั้งแบรนด์ Candy แห่งอิตาลี (2561) เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดยุโรป ในจังหวะเดียวกับการเข้าตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ( 2561) และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (2563)
ปัจจุบัน Haier ในไทย ครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างน่าสนใจ ไล่บี้แบรนด์ญี่ปุ่นอย่างตื่นเต้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_906976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rh4XCGT6nihQsUU-ht21p

