ภาคอุตสาหกรรมไทยจับตาพัฒนาการเชิงบวกในตะวันออกกลาง หลังความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพและการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการเดินเรือพาณิชย์ ส่งสัญญาณคลายความกังวลด้านพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางสามารถลงนามและบังคับใช้ได้จริง จะถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป และภาคขนส่ง
“หากสถานการณ์คลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
— พิมพ์ใจ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มองว่ายังต้องติดตามความชัดเจนของการลงนามและการบังคับใช้ข้อตกลง รวมถึงการฟื้นตัวของปริมาณการเดินเรือและทิศทางราคาพลังงานในระยะต่อไป เพื่อประเมินว่าผลเชิงบวกดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนมากน้อยเพียงใด
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 เป็น 1.6%-2.0% จากเดิม 1.2%-1.6% ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ
แม้ตัวเลขการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโตถึง 18.9% และกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขยายตัวสูงถึง 48.4% แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวในลักษณะ K-shape หรือฟื้นตัวไม่ทั่วถึง เนื่องจากหลายภาคส่วนยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการการค้าระหว่างประเทศ
พิมพ์ใจ กล่าวว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายควรถูกมองเป็น ‘โอกาส’ ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยอัตโนมัติ เพราะการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันยังคงเป็นโจทย์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย
ในระยะต่อไป ส.อ.ท. จะเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Intelligent Industry ผ่านการนำระบบ Automation, Digital และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การใช้พลังงานสะอาด และการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/135966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K9C8LpcsSXvlt36XkoGBf

