• Mon. Jun 15th, 2026

ช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’ จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจเอเชีย ไทยลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังส่งออกตะวันออกกลาง วูบเหลือ 20-30%

ช่องแคบ-‘ฮอร์มุซ’-จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจเอเชีย-ไทยลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน-หลังส่งออกตะวันออกกลาง-วูบเหลือ-20-30%ช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’ จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจเอเชีย ไทยลุ้นดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังส่งออกตะวันออกกลาง วูบเหลือ 20-30%

สืบเนื่องจากที่เช้าวันที่ 15 มิ.ย.2569 เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ประกาศว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายตกลงยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย พร้อมเสริมว่า พิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ส่งผลให้ วันเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับ ‘อิหร่าน’ อนุมัติเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งสองฝ่ายตกลงยุติปฏิบัติ การทางทหารในทุกแนวรบโดยทันที

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต และรองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้อิสราเอลจะยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการ แต่หากสามารถลงนามในข้อตกลงได้ ก็ถือเป็นสัญญาณบวกที่ไม่น่าจะขัดแย้งกับแนวทางของสหรัฐฯ มากนัก และอย่างน้อยจะช่วยให้สถานการณ์ในภูมิภาค ‘คลี่คลายลงในระดับหนึ่ง’

ภาพแผนที่แสดงช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจเอเชีย 1

ส่วนประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอนนั้น ถือเป็นอีกมิติหนึ่งที่ดำเนินมายาวนานและยากที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ส่งออก ภาคธุรกิจไทยยังคงจับตาสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญของภูมิภาคและไทย

เผยส่งออกไทยไปตะวันออกกลาง วูบเหลือ 20-30%

โดยปัจจุบัน จากสถานการณ์ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าไทยไปยังตะวันออกกลาง ลดลงอย่างมาก เหลือเพียงราว 20-30% ของปริมาณเดิม เนื่องจากท่าเรือหลักหลายแห่งได้รับผลกระทบ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งไปยังท่าเรืออื่นแทน

หนึ่งในท่าเรือสำคัญคือท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali) ท่าเรือดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ของภูมิภาค แต่ในช่วงหลังมีการเปลี่ยนไปใช้ท่าเรือเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบียมากขึ้น แม้จะต้องอ้อมผ่านเส้นทางทะเลแดงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ท่าเรือหลายแห่งยังไม่สามารถรองรับ เรือสินค้าขนาดใหญ่ได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความแออัด ขณะที่การขนส่งภายในประเทศยังต้องพึ่งพารถบรรทุก ทำให้ต้นทุนโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง

“ผมประเมินว่าไทยยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะหากมีการประกาศเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันต่อเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศในเอเชียยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก” วิศิษฐ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตน้ำมันและโรงกลั่นหลายแห่งยังไม่ต้องการปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันจากรัสเซียหรือสหรัฐฯ เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันแตกต่างกัน และจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงเครื่องจักร ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะหากลงทุนไปแล้ว แต่สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็น

ด้านสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ ยังไม่พบภาวะขาดแคลนมากนัก แม้ก่อนหน้านี้จะมีความกังวลเกี่ยวกับวัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น เม็ดพลาสติก แพกเกจจิง ซองบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปรับตัว ทั้งยังมีการบริหารสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน จึงยังสามารถพยุงราคาต่อไปได้

ในขณะเดียวกัน หากสถานการณ์คลี่คลาย ผู้ที่กักตุนวัตถุดิบไว้ในราคาสูงอาจต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับลดต้นทุนจะไม่เกิดขึ้นทันที แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-6 เดือน จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้านั้น ผู้ประกอบการพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกที่สะท้อนภาพได้อย่างชัดเจน แม้จะขอปรับขึ้นราคาประมาณ 10% แต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่าธุรกิจ ผู้ประกอบการ ‘ยอมเจ็บตัว’ สามารถปรับขึ้นได้จริงเพียง 2-3% เท่านั้น เนื่องจากต้องรักษาฐานลูกค้าไว้

ขณะที่ประเทศคู่ค้าก็เผชิญกับภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากจำเป็นต้องแบกรับภาระต้นทุนส่วนหนึ่งไว้เอง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกไว้ต่อไป


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ส.อ.ท. ชี้สัญญาณบวก หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569

ด้านพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินเรือได้ว่า

“หากข้อตกลงดังกล่าวสามารถลงนามและนำไปปฏิบัติได้จริง จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก”

โดยช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป รวมถึงภาคขนส่ง

“ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยลดแรงกดดันให้กับภาคอุตสาหกรรม หลังผู้ประกอบการต้องเผชิญความ ไม่แน่นอนด้านพลังงานและโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง”

หากสถานการณ์คลี่คลายจริง จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ทำให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น” พิมพ์ใจ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความชัดเจนของการลงนาม การบังคับใช้ข้อตกลง และการกลับมาของปริมาณการเดินเรือในระดับปกติ รวมถึงทิศทางราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และเบี้ยประกันภัยว่าจะสามารถปรับลดลงได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ 1.6-2.0% เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 1.2-1.6%

ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2.5-3.0%

“สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายในระยะนี้ คือ ‘จังหวะโอกาส’ ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทันที โดยสิ่งสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

ภาพ: Istanblue78 / Shutterstock

อ้างอิง:

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hormuz-strait-us-iran-asia-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ImSyogHoiyEDzJMyjpXaf