นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือสภาพัฒน์) เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) และตั้งเป้าหมายเป็นสมาชิกเต็มตัว ภายในปี 2571 ซึ่งจะถือเป็นประเทศที่ 2 ในภูมิภาคอาเซียนต่อจากประเทศอินโดนีเซีย

โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพยายามปรับปรุงโครงสร้างทั้งเรื่องกฎระเบียบ และกระบวนการทำงานของภาครัฐมาหลายครั้ง แต่ทำเองได้ค่อนข้างลำบาก และประสบปัญหาความล่าช้า รัฐบาลจึงตัดสินใจดึงแรงกดดันจากภายนอกผ่านความร่วมมือกับ OECD เข้ามาเป็นตัวเร่งการปฏิรูปภาครัฐ และกฎหมาย ซึ่งกระบวนการนี้ได้เริ่มต้นขับเคลื่อนมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนหน้า

ทั้งนี้การสร้างความร่วมมือกับ OECD เริ่มต้นด้วยรูปแบบ Country Program ซึ่งในระยะแรกเริ่มจากไม่กี่โครงการ และขยายเป็นมากกว่า 10 โครงการ ครอบคลุมการประเมินสภาวะเศรษฐกิจ การลงทุน และงบประมาณ เพื่อให้ OECD ได้ทำความคุ้นเคยกับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันโครงการในเฟสที่ 2 ได้เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ นายมาเธียส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการ OECD มีกำหนดการเดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาสรุปผล และติดตามความคืบหน้ารวมถึงหารือกับรัฐบาลไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อผลักดันเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิกให้สำเร็จตามกรอบเวลา

สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับนั้น การเข้าเป็นสมาชิกจะทำให้ทั่วโลกมองว่าไทยมีมาตรฐานการทำงานระดับสากลเทียบเคียงกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจะช่วยสร้างความชัดเจนและคาดการณ์ได้ให้แก่ภาคเอกชนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน ทั้งในเรื่องระยะเวลาและขั้นตอนการขออนุญาตสาธารณูปโภคต่าง ๆ

“การเข้าเป็นสมาชิกOECD เหมือนไทยรับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ ISO เวลาจะไปติดต่อกับใครแค่เห็น ISO ก็รู้แล้วว่าไทยมีมาตรฐาน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ด้านคอร์รัปชัน และด้านอื่นๆ ซึ่ง OECD เป็นแบบเดียวกัน จะทำให้การติดต่อการค้า และการลงทุนของไทยง่ายขึ้น และคล่องตัวอย่างมาก” นายดนุชา กล่าว

ขณะเดียวกันเมื่อกฎระเบียบต่างๆของภาครัฐได้รับการปรับปรุงตามมาตรฐานของ OECD จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนทั่วไปด้วย เนื่องจากการติดต่อรับบริการจากหน่วยงานภาครัฐจะมีความสะดวก รวดเร็ว และมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้นอย่างชัดเจน

นายดนุชา กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วมเป็นสมาชิกยังช่วยทลายปัญหาเรื้อรังของประเทศ ทั้งเรื่องระบบราชการที่ทำงานล่าช้า ปัญหาการคอร์รัปชัน และธุรกิจผูกขาดที่ขาดการแข่งขัน ให้พัฒนารูปแบบไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นระบบ

ด้านการแก้ไขปัญหาความโปร่งใส การนำมาตรฐานระดับโลกเข้ามาบังคับใช้จะช่วยให้การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐมีมาตรฐานที่ตรวจสอบได้และลดช่องโหว่การทุจริตลง

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพื่อเข้าสู่มาตรฐานของกลุ่มประเทศรายได้สูงยังคงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ ปัญหาการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและการผูกขาดในบางอุตสาหกรรมจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้นภายใต้กรอบข้อตกลงขององค์กรระหว่างประเทศ

ดังนั้น สศช. จึงเชื่อมั่นว่าการผลักดันประเทศเข้าสู่สมาชิก OECD ในครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศและสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน