22 เมษายน 2569, 19:59น.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในช่วงก่อนงบประมาณปี 2570 ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยกลุ่มเปราะบางและเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาด เสริมกับเงินที่จะมาจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาารายจ่ายปี 2569 วงเงินประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท และเงินจากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งในวันนี้ได้มีการประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ และได้มีมติให้ตัดงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งการดูงานต่างประเทศ การก่อสร้างใหม่
การออกพ.ร.ก.กู้เงินวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของจีดีพี โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของจีดีพี เหลือช่องว่างอีก 4% คิดเป็นเงินที่กู้ได้ 8 แสนล้านบาท มากกว่าวงเงินออกพ.ร.ก.กู้เงิน จึงไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในขณะนี้
กระทรวงการคลังมีหน้าที่ดูแลกระสุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท จะนำไปใช้ในช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคม 2569 เนื่องจากเป็นช่วงสุญญากาศ และเป็นเหตุผลที่จะออกพ.ร.ก.กู้เงินมาดูแลกลุ่มเปราะบางและเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ และการกู้มีความจำเป็นเพราะถ้าไม่กู้อาจจะมีอันตรายต่อเศรษฐกิจมากกว่า
ส่วน โครงการคนละครึ่งพลัส ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะให้ลงทะเบียนช่วงพฤษภาคม และเริ่มใช้ได้ในเดือนมิถุนายน โดยวงเงินและจำนวนคนที่ได้รับสิทธิอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม และรูปแบบการใช้เงิน เนื่องจากจะคาดว่าเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในระยะยาวตามที่คาดไว้
สำหรับการประชุมงบประมาณ 2570 กับ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจยืนยันกรอบเดิมที่ 3.788 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล โดยยังยืนยันตัวเลขการเก็บรายได้ที่ 2 ล้านล้านบาท โดยอยู่ภายใต้สมมติฐานโตได้ 1.4% และปี 2570 โตได้ 2% โดยจะเน้นการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากได้ผลดี จากที่ดำเนินการมาในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2569 โดยในปีงบประมาณ 2570 ตั้งเป้าที่จะดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนภายในประเทศจะเร่งรัดการเบิกจ่ายของภาครัฐ ที่สำคัญจะเริ่งการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจ และเร่งโครงการการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) มากขึ้น ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ส่วนเรือ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม คณะรัฐมนตรีมีมติลดอัตราจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 10% เหลือ 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยจะขยายเวลาการลดดังกล่าวออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยต่อการขึ้นภาษี VAT อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังยังยึดกรอบการคลังระยะปานกลางที่จะทยอยเพิ่มขึ้น VAT เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศโดยจะต้องพิจารณาความพร้อมของภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
#พรกกู้เงิน5แสนล้าน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D8xlKI_lVXZ3nLJFQjTzn

