ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 มิ.ย.69) นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน เดือนพฤษภาคม 2569 เศรษฐกิจไทยโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หลังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับฤดูกาลแล้วเพิ่มขึ้น 7.5% จากเดือนก่อน ส่งผลให้รายรับภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนและมาเลเซียที่เดินทางมากขึ้นในช่วงวันหยุดยาว

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศในอาเซียนกลับลดลง จากความต้องการเดินทางที่ชะลอตัวและการปรับลดเที่ยวบินของสายการบินต้นทุนต่ำ เนื่องจากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

ด้านอุปสงค์ในประเทศเริ่มฟื้นตัว โดยการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อน และการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 1.2% มีแรงหนุนหลักจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในหมวดยานยนต์ สะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง แม้ว่าการใช้จ่ายและการลงทุนในหมวดอื่นยังทรงตัว ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังลดลงจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ รายได้ และการจ้างงานในอนาคต

ในส่วนของภาคการค้าระหว่างประเทศเริ่มชะลอลง มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำลดลง 0.6% จากเดือนก่อน จากการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ และยานยนต์ที่ลดลง ขณะที่การนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำลดลง 3.5% ตามการนำเข้าวัตถุดิบและเชื้อเพลิงที่ชะลอลง หลังมีการเร่งสำรองน้ำมันในช่วงก่อนหน้า

ส่วนการผลิต ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 0.3% สอดคล้องกับการส่งออกที่อ่อนแรง โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ ขณะที่ภาคบริการทรงตัว แม้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารจะได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ด้านรายได้เกษตรกรขยายตัว 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามราคาปาล์มน้ำมัน ยางพารา และข้าวที่ปรับสูงขึ้น

การใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางขยายตัว 3.5% และรายจ่ายลงทุนเพิ่มขึ้น 2.7% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัว 13%

สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.79% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.92% โดยแม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับลดลง แต่ราคาพลังงานในประเทศยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าบางประเภท แต่ยังไม่พบการปรับขึ้นราคาในวงกว้าง

ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัด เดือนพฤษภาคม ขาดดุล 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนเมษายนที่ขาดดุล 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยดุลการค้าขาดดุลลดลงเหลือ 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการนำเข้าน้ำมันที่ลดลง หลังมีการเร่งนำเข้าเพื่อสำรองในเดือนก่อน

อย่างไรก็ดี ยังมีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของภาคธุรกิจไปต่างประเทศราว 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันดุลบัญชีเดินสะพัด

ธปท. คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะทยอยปรับดีขึ้นในช่วงต่อจากนี้ จากการนำเข้าน้ำมันที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การพ้นช่วงฤดูกาลส่งกลับกำไรและเงินปันผล รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 4 ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งปีมีโอกาสกลับมาใกล้สมดุล หรือขาดดุลเพียงเล็กน้อย

สำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง และการชะลอตัวของภาคท่องเที่ยวจากความต้องการเดินทางที่ลดลงและการปรับลดเที่ยวบิน แต่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการภาครัฐจะทยอยเข้ามาช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไปคือ ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ผลของมาตรการภาครัฐ และพัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ