
ภาคธุรกิจและนักลงทุน ต้องหันมาจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาแถลงมุมมองทางเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 จะถูกปรับเป้าขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ที่ถือว่าเป็นตัวเลขสูงสุดจากบรรดาบทวิเคราะห์สำนักต่าง ๆ แต่คำเตือนจากธปท.กลับเต็มไปด้วยความกังวลและไม่นิ่งนอนใจ
ธปท.ส่งสัญญาณชัดเจนว่าตัวเลข 2.3% นั้น “ไม่ใช่ตัวเลขที่ดี” และห่างไกลจากระดับศักยภาพ ที่ประเทศไทยควรจะเป็น โดยมองว่าหากเศรษฐกิจไทย ดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพควรจะเติบโตได้ถึง 2.7% สิ่งที่น่าห่วงสุดเวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขการเติบโตในเชิงมหภาคเท่านั้น แต่คือปัญหาโครงสร้างภายในที่เกิดการฟื้นตัวลักษณะ K-Shape อย่างเห็นได้ชัด..
ภาวะ K-Shape สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำที่น่ากลัว เม็ดเงินและแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและเทรนด์ AI ที่กำลังเติบโตทั่วโลก ทว่าผลประโยชน์เหล่านี้กลับไม่ได้กระจายตัวลงไปถึงเศรษฐกิจฐานรากหรือคนส่วนใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างกลุ่ม SMEs ยังคงเผชิญความยากลำบากในการปรับตัว ซ้ำร้ายยังต้องเจอกับภาวะสินเชื่อหดตัว จากการที่สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้
ด้านนโยบายการเงินธปท. เลือกจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ระดับ 1% โดยระดับดอกเบี้ยปัจจุบัน อยู่ในเกณฑ์ที่ผ่อนคลายและเหมาะสมแล้ว สำหรับการประคับประคองเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ส่วนปัญหาเรื่องเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นระยะนี้ธปท.ประเมินว่าเป็นเพียงเรื่อง “ชั่วคราว” เกิดจากปัจจัยฝั่งอุปทานอย่างราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบโลกที่สูงขึ้น
จุดยืนของธปท.ต่อจากนี้ ถือว่ามีความเด็ดขาดและส่งสัญญาณเตือนอย่างแรง ส่งสัญญาณชัดว่าดอกเบี้ย 1% ไม่ควรจะปรับลดลงมากกว่านี้อีกแล้ว ที่สำคัญคือ “ไม่ควรปล่อยให้คงอยู่ในระดับต่ำแบบนี้เป็นเวลานานจนเกินไป” เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไป จะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์ จนอาจนำไปสู่การสะสมความเสี่ยงที่จะทำลายเสถียรภาพของระบบการเงินไทยในอนาคต
เมื่อเครื่องมือทางการเงินอย่างการลดดอกเบี้ยไม่ใช่ยาสารพัดประโยชน์อีกต่อไป ธปท.จึงเน้นย้ำว่าทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” ของประเทศ การพึ่งพาเพียงแรงขับเคลื่อนชั่วคราว จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของภาครัฐ หรือรอคอยอานิสงส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีโลกเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ไทยรอดพ้น จากกับดักการเติบโตต่ำได้ในระยะยาว หากไม่มีการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ความหวังในตอนนี้นอกจากแรงหนุนจากมาตรการรัฐ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังต้องจับตาบทบาทของคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีการตั้งเป้าหมายเชิงรุกให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้เหนือระดับ 3% ให้ได้ การประสานรอยต่อระหว่างนโยบายการคลัง มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดของ ธปท. และการลงมือทำจริงของภาคเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นความเชื่อมั่น
จากถ้อยแถลงของธปท.ครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วน ตระหนักถึงความจริงที่ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังป่วยด้วยโรคเชิงโครงสร้างเรื้อรังยาแก้ปวดอย่างการลดดอกเบี้ยอาจช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว แต่มีผลข้างเคียงสูง หลังจากนี้ การเดินหน้าโครงการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เช่น Reinvent Thailand จึงเป็นไฟต์บังคับที่ต้องทำ เพื่อดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ 2.7% อย่างมั่นคง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/845283&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jP8AQJZFJi6sO-x-8McI8

