• Fri. Apr 24th, 2026

ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีต่ำเกณฑ์รอบ 5 เดือน ราคา ‘พลังงาน-ขนส่ง’ พุ่ง บีบกำไรทรุด

ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีต่ำเกณฑ์รอบ-5-เดือน-ราคา-‘พลังงาน-ขนส่ง’-พุ่ง-บีบกำไรทรุดดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีต่ำเกณฑ์รอบ 5 เดือน ราคา ‘พลังงาน-ขนส่ง’ พุ่ง บีบกำไรทรุด

ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีไทยที่ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนสัญญาณเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ที่ฉุดต้นทุนพลังงาน และค่าขนส่งพุ่งสูง

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ภาพรวม SME ไทยในขณะนี้กำลังเผชิญภาวะแรงบีบ 2 ด้าน (Double Squeeze) อย่างรุนแรง จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การสำรวจ พบว่า ดัชนีด้านต้นทุนลดฮวบลงมาอยู่ที่ 37.3 ลดลงถึง 5.2 จุด สะท้อนภาระจากราคาพลังงาน และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีกำไรปรับลดลงมาอยู่ที่ 47.7 เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่

ในด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดัชนีการผลิต และคำสั่งซื้อชะลอตัวลง 1.8 และ 6.4 จุด ตามลำดับ สอดคล้องกับกำลังซื้อที่เริ่มอ่อนแรง ขณะที่ดัชนีการจ้างงานยังทรงตัวที่ 49.2 สะท้อนความพยายามของผู้ประกอบการในการประคองธุรกิจ และรักษาการจ้างงานไว้ให้มากที่สุด

“SME ยังสู้เต็มที่เพื่อรักษาฐานธุรกิจเดิม แม้จะเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากต้นทุน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก”

ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีต่ำเกณฑ์รอบ 5 เดือน  ราคา ‘พลังงาน-ขนส่ง’ พุ่ง บีบกำไรทรุด

ภาคตะวันออก-ใต้ “อ่วม” พลังงาน-ขนส่ง

เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่าความเชื่อมั่นลดลงเกือบทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ ที่พึ่งพาอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว แบ่งเป็น

1. ภาคตะวันออก ดัชนีอยู่ที่ 45.7 ลดลงมากสุด 5.3 จุด จากผลกระทบต้นทุนพลังงานในภาคอุตสาหกรรม และเกษตร

2. ภาคใต้ อยู่ที่ 46.0 ถูกกดดันจากต้นทุนเดินทาง และท่องเที่ยว

3. กรุงเทพฯ-ปริมณฑล อยู่ที่ 48.0 เผชิญค่าครองชีพ และต้นทุนวัตถุดิบ

4. ภาคเหนือ ยังยืนเหนือฐานที่ 51.9 แม้ชะลอตัวลง

“ข้อมูลเชิงลึกสะท้อนสถานการณ์น่าห่วง โดย SME กว่า 96.7% ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยตรง ทั้งด้านพลังงาน วัตถุดิบ และกำลังซื้อ”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ สภาพคล่องทางการเงิน โดย 80% ของผู้ประกอบการ ระบุว่าสามารถประคองธุรกิจได้ไม่เกิน 6 เดือน ในจำนวนนี้ 20% มีเงินสำรองไม่เกิน 3 เดือน เสี่ยงปิดกิจการ สำหรับข้อเรียกร้องเร่งด่วนจากภาคธุรกิจคือ การลดต้นทุน (44%) และเพิ่มสภาพคล่อง (14%)

อัด “Soft Loan 1%” 1,200 ล้านพยุงสภาพคล่อง

ทั้งนี้ เพื่อลดแรงกระแทก สสว. เตรียมมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน วงเงินรวม  1,200 ล้านบาท ร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ 

โดยมีไฮไลต์ คือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1% ระยะเวลา 5 ปี พร้อมปลอดชำระเงินต้น 1 ปี (Grace Period) และเน้นกลุ่มท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรมขนาดเล็ก ร้านบริการ

นอกจากนี้ยังมีกองทุนสำคัญอีก 2 ส่วน คือ Enhancement Fund (400 ล้านบาท) ด้วยการปรับปรุงเครื่องจักร ลดต้นทุน และ Transformation Fund (400 ล้านบาท) เพื่อเน้นในเรื่องของการปรับธุรกิจสู่ดิจิทัล และ AI โดยคาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือนพ.ค. และมีแนวโน้มความต้องการสูงจนวงเงินอาจหมดอย่างรวดเร็ว

ในระยะยาว สสว. เดินหน้าแผนบูรณาการ 39 โครงการ ร่วมกับ 17 หน่วยงานรัฐ และมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมศักยภาพ SME ครบมิติ มาตรการสำคัญ ได้แก่

1. โครงการ BDS “SME ปัง ตังได้คืน” ช่วยออกค่าใช้จ่าย 50-80%

2. แพลตฟอร์ม SME Access และ SME Academy 365 เพิ่มองค์ความรู้

3. สนับสนุน E-commerce และ Live Commerce ลดค่า GP

4. สร้างเครือข่าย Influencer และนักศึกษา ช่วยขายสินค้า

“ท่ามกลางวิกฤติ สสว. ยังมองเห็นโอกาส โดยผลักดัน SME ไทยขยายไปยัง ตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา ตลาดเฉพาะกลุ่มในจีน พร้อมชูจุดแข็งไทยด้านอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติโลก”

รับมือสินค้าจีน “อย่าแข่งราคา แต่ต้องต่าง”

สำหรับการแข่งขันจากสินค้าจีนที่ทะลักผ่านอีคอมเมิร์ซ ดร.ปณิตา แนะนำว่า SME ไทยต้องเลี่ยง-หลบ การแข่งด้านราคา เน้นคุณภาพ และความแตกต่าง พร้อมกับสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับต้นทุนระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้

การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาธุรกิจสีเขียว (Green SME) การใช้ AI และดิจิทัล เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สสว. เตรียมนำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเร่งออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที

“เป้าหมายของเราคือ สร้างเกราะป้องกันให้ SME ไทยอยู่รอด และฟื้นตัวได้ในไตรมาสถัดไป แม้ต้องเผชิญความผันผวนระดับโลก”

SME ไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปราะบาง” จากแรงบีบต้นทุน และกำลังซื้อที่หดตัว หากไม่มีมาตรการพยุงอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การปิดกิจการเป็นวงกว้าง สสว. จะเป็นตัวแปรสำคัญในการ “ต่อชีวิต” ธุรกิจฐานรากของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจโลก

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0efWinYgyIIT0Hwoxx8VFW