
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ส.ค. อยู่ที่ 53.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่มี.ค.69
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม อยู่ที่ 46.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 50.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 62.1 โดยดัชนีทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เช่นกัน

สำหรับสาเหตุที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนส.ค.69 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก และในประเทศไม่ได้อยู่ในระดับสูงจนเกินไป ประกอบกับรัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และราคาพืชผลทางการเกษตรหลักปรับตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวก และเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในประชนซึ่งส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตว่าจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด และค่าครองชีพในอนาคตที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเริ่มจะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์และธุรกิจ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค. 69 ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนนี้ แม้จะยังไม่เข้าใกล้ระดับปกติที่ 100 แต่ก็เป็นการสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มคลายกังวลกับผลกระทบจากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน ต้องจับตาในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของไทยหรือไม่ ว่าดัชนีความเชื่อมั่นจะยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง หรือจะกลับไปทรุดตัว อย่างไรก็ดี มีจุดที่มองว่าจะดีขึ้น คือภาพรวมของราคาน้ำมันที่แม้จะปรับสูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้แพงเหมือนช่วงที่เกิดสงครามใหม่ ๆ ประกอบกับกำลังซื้อของประชาชน ได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สินค้าเกษตรหลายรายการราคาดีขึ้น ภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว การส่งออกที่มีมูลค่าสูง และยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ มากนัก ขณะที่การขาดดุลการค้า ก็มาจากการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการผลิตและส่งออก
“ดังนั้น เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัว โดยมีเหตุผลต่าง ๆ รองรับ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน ตลอดจนการใช้จ่ายของภาครัฐ ในโครงการ 60/40 ที่ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบถึง 1.4 แสนล้านบาท ทำให้คนเริ่มสนใจการซื้อบ้าน ซื้อรถ และการท่องเที่ยว แต่ดัชนีความเชื่อมั่นก็ยังห่างไกลกว่าระดับปกติที่ 100 ค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยที่ตอนนี้ยังแย่ แต่ก็มองว่าค่อย ๆ ฟื้นตัว เป็น K ขาขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ก็ยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเป็น K ขาลงได้ เพราะจากผลการสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างในเดือนส.ค. พบว่าเริ่มสะท้อนออกมาจากความไม่ชัดเจนทางการเมืองที่เริ่มไม่นิ่ง โดยกังวลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลว่าจะมีการสลับขั้วการเมือง เกิดการยุบสภา หรือมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งหากเกิดสถานการณ์เหล่านี้ขึ้น ก็จะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคพลิกผันเป็นเชิงลบได้ นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง ที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันตลาดโลก และราคาน้ำมันในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“นี่คือความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่สะท้อนว่าคนยังไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ดี และภาพรวมยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน โดยมีความเสี่ยงเรื่องของราคาน้ำมัน และการเมืองที่ยังไม่นิ่ง…ดังนั้นอย่าให้เศรษฐกิจในเดือนก.ย. และต.ค.มีอะไรมาสะดุด ถ้าสะดุด เศรษฐกิจอาจจะทรุดได้” นายธนวรรธน์ ระบุ
นายธนวรรธน์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์เงินเฟ้อด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อในกรอบที่ 2-3% ถือเป็นระดับที่ปลอดภัย และยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นต้นทุนทางการเงิน หรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 1% ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้ ยังช่วยเอื้อการเข้าถึงสินเชื่อ และการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะช่วยประคองสถานการณ์เศรษฐกิจไทยไว้ได้
ในขณะที่แรงกดดันจากราคาน้ำมันนั้น ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะขึ้นไปทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จนกว่าจะเห็นการสู้รบที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันเข้าใกล้ระดับ 95-100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการราคาน้ำมันในประเทศ ผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนยังดูแลอัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนของภาคธุรกิจได้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ยังประคองได้
“รัฐบาลต้องใช้กลไกของภาครัฐในการกระตุกเศรษฐกิจให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้เศรษฐกิจไทยดี ซึ่งต้องใช้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว และต่างชาติ และจะเห็นการเปลี่ยนจากการที่รัฐเอาเงินมาแจก เป็นการเอาเงินไปลงทุน เดาว่ารัฐจะไม่แจก เพราะตอนนี้ซอยจะตันแล้ว เหลือพื้นที่ใช้งบไม่เยอะ ต้องลงทุนเพื่ออนาคต ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทุ่มไปที่อุตสาหกรรมเพื่ออนาคต ที่สร้างรายได้สูง จุดเปลี่ยนประเทศไทย คือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% เร็วที่สุด อย่าใช้เงินแจก เงินโอน มันทำให้เศรษฐกิจไทยป้อแป้แบบนี้” นายธนวรรธน์ กล่าว
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/644949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vs9HY0HNqOjcul8Jg88EH

