• Tue. May 12th, 2026

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย. 69 ดิ่งต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลเศรษฐกิจ-สงคราม

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเมย.-69-ดิ่งต่ำสุดในรอบ-8-เดือน-กังวลเศรษฐกิจ-สงครามดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย. 69 ดิ่งต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลเศรษฐกิจ-สงคราม

หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.อยู่ที่ 50.6 ลดลงต่อเนื่องต่ำสุดรอบ 8 เดือน คนไทยกังวลเศรษฐกิจ-งาน -รายได้-ค่าครองชีพสูง ระบุเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ “Sideway Down” เชื่อมาตรการรัฐ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ประคองเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง คาดจีดีพีปี 2569 โตได้ 1.5-2%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนเม.ย.อยู่ที่  50.6. ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 44.1 ดัชนีโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 59.0

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจ้างงานปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 40 เดือน สะท้อนว่าประชาชนกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพและรายได้ ส่งผลให้การใช้จ่าย โดยเฉพาะการซื้อรถ ซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาจากผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน และอิสราเอล ซึ่งสร้างความกังวลต่อราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพภายในประเทศ

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่าปรับตัวลดลงจาก 43.3 มาอยู่ที่ 42.2 จุด โดยผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางนโยบายภาษี (VAT 10%)

ทั้งนี้ จากผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงาน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองสถานการณ์ปัจจุบัน “แย่ลง” เกือบทุกด้าน ยกเว้นการบริโภคที่ยังไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง ขณะที่มุมมองในอีก 6 เดือนข้างหน้า ยังมองว่าภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลงมากกว่าดีขึ้น ยกเว้นด้านการจ้างงานที่เริ่มมีความหวังว่าปลายปีอาจฟื้นตัวได้

“ผู้ประกอบการสะท้อนชัดว่าขณะนี้สภาพคล่องลดลง กำลังซื้อหาย และต้นทุนยังสูง ทำให้ทั้งภาพปัจจุบันและอนาคตยังถูกมองเป็นทิศทางขาลง” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า   ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในลักษณะ “Sideway Down” หรือชะลอตัวต่อเนื่อง โดยภาคบริการยังเป็นแรงสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจจังหวัดต่าง ๆ เอาไว้ ท่ามกลางสัญญาณอ่อนแรงของภาคธุรกิจและกำลังซื้อประชาชน อย่างไรก็ตาม มองว่ามาตรการของภาครัฐยังช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะนโยบายการเงินที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ยังไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อควบคุมเงินเฟ้อและช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ

ส่วนปัจจัยบวกที่เริ่มเห็นในเดือนพ.ค. คือสถานการณ์สงครามที่คลี่คลายลง ราคาน้ำมันโลกยังไม่ทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันในประเทศยังสามารถตรึงไว้ใกล้ระดับ 40 บาทต่อลิตร จากการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการลดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพของประชาชน และป้องกันไม่ให้เม็ดเงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจมากเกินไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ขณะเดียวกัน โครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง และเกษตรกรรม จะช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนโดยไม่ผลักดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

ส่วนความกังวลสำคัญคือทิศทางเงินเฟ้อ โดยแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ราว 3-3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” คาดว่าจะเริ่มเปิดลงทะเบียนปลายเดือนพ.ค. และเริ่มใช้จ่ายได้ในเดือนมิ.ย.ซึ่งอาจช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจฟื้นตัวขึ้นในเดือน พ.ค. โดยรัฐบาลเตรียมอัดฉีดเงินช่วยเหลือ 4,000 บาท ทั้งผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ทั้งนี้ หากมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการประมาณ 30 ล้านคน จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 120,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับเงินสมทบจากภาคประชาชน รวมถึงเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 40,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายและมาตรการรัฐดำเนินการได้ตามแผน เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีโอกาสขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0% โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pUWZgICLtfq6WiC0qNavo