เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวถึงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (WBG) ระหว่างวันที่ 12 – 18 ต.ค. 69 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ว่า เมื่อผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลกมาประชุมกันที่ประเทศไทย ประชาชนย่อมมีคำถามง่าย ๆ ว่า แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นอย่างไร คนทำงานอยากรู้ว่าจะมีงานมีเงินเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทำงานอย่างไรให้มีความสุข คนค้าขายอยากรู้ว่าจะขายดีขึ้นได้อย่างไร ชาวนาและเกษตรกรอยากรู้ว่าจะมีตลาดเพิ่มไหม จะมีอะไรใหม่มาเพิ่มรายได้ลดต้นทุนบ้างหรือไม่ และพ่อแม่อยากรู้ว่าลูกหลานจะมีอนาคตอย่างไร ผู้สูงอายุจะอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างไรช่วงปลายชีวิต
นี่คือคำถามที่รัฐบาลควรนำมาตั้งเป็นโจทย์ในการทำงาน จากประสบการณ์ของผมด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ สถิติ วิทยาศาสตร์ข้อมูล ความเสี่ยงไซเบอร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ ผมเห็นว่า โอกาสจะกลายเป็นผลสำเร็จได้ ต้องตอบสามข้อให้ชัด ได้แก่ จะทำอะไร ใครรับผิดชอบ และประชาชนจะได้รับผลอย่างไร
การประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกเป็นเวทีหารือเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนา ทั้งการรับมือความผันผวน การลดความยากจน และการสร้างงาน ส่วนประเทศไทยมีโอกาสนำเสนอศักยภาพ พร้อมเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับประเทศอื่น

สำหรับประเทศไทย หลังการประชุม เราต้องมีงานที่เดินหน้าต่อ ผมขอเสนอ 5 ภารกิจที่ ผู้นำรัฐบาล นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถนำไปมอบหมายให้หน่วยงานทำงานร่วมกันได้
1) ภารกิจแรก เตรียมรับความเสี่ยงให้ทัน ก่อนประชาชนเดือดร้อนหนักขึ้น
ราคาพลังงาน ค่าเงิน และเศรษฐกิจโลก อาจกระทบต้นทุนร้านอาหาร ค่าขนส่ง ภาระผ่อนชำระ และคำสั่งซื้อของโรงงาน รัฐบาลจึงควรให้หน่วยงานเศรษฐกิจร่วมกันตอบว่า ความเสี่ยงสำคัญคืออะไร ใครจะได้รับผลกระทบก่อน และมีมาตรการใดพร้อมใช้ โดยพิจารณาความคุ้มค่าและภาระงบประมาณด้วย
ถ้าราคาพลังงานเพิ่ม จะช่วยลดผลกระทบอย่างไร ถ้าการส่งออกชะลอ จะช่วยผู้ประกอบการปรับตัวอย่างไร และเมื่อเห็นสัญญาณอะไร ต้องเริ่มดำเนินการทันที ข้อสั่งการที่ผมเสนอคือ “ประเมินความเสี่ยงให้ชัด เตรียมแผนรับมือ และกำหนดจังหวะลงมือให้ทันเวลา”
เพราะแผนที่ดีต้องทำให้คนทำงานรู้หน้าที่ และประชาชนรู้ว่าจะเตรียมตัวอย่างไร
2) ภารกิจที่สอง เชื่อมการลงทุนเข้ากับงานและรายได้ของคนไทย
หากการหารือระหว่างการประชุมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องนำไปสู่ความสนใจลงทุนในประเทศไทย เราต้องถามต่อว่า จะลงทุนอะไร ต้องการแรงงานทักษะแบบไหน และผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไร สมมติว่ามีโอกาสลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) เราต้องเตรียมคนด้านระบบไฟฟ้า เครือข่าย และความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมประเมินการใช้พลังงาน น้ำ และผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบคอบ
ผมเสนอให้หน่วยงานด้านการลงทุน แรงงาน และการศึกษา ทำแผนร่วมกับภาคธุรกิจ เริ่มจากงานที่ต้องการคนจริง แล้วออกแบบการฝึกทักษะให้ตรงกัน ข้อสั่งการที่ใช้ได้คือ “ทุกโอกาสการลงทุน ต้องมีแผนเชื่อมคนไทยเข้าสู่งาน และเชื่อมธุรกิจไทยเข้าสู่โอกาส” เรื่องไหนยังเจรจา ต้องบอกว่ายังเจรจา เรื่องไหนเริ่มดำเนินการแล้ว ต้องรายงานความก้าวหน้า ส่วนงานและรายได้ที่เกิดขึ้นจริง ต้องติดตามแยกให้ชัด
3) ภารกิจที่สาม ใช้เทคโนโลยีช่วยทำมาหากิน และคุ้มครองเงินประชาชน
เทคโนโลยีควรช่วยให้ร้านเล็ก ๆ ทำงานง่ายขึ้นด้วย ร้านค้าชุมชนอาจใช้ข้อมูลยอดขายช่วยวางแผนซื้อสินค้า ลดของเหลือ หรือใช้ AI ช่วยแปลภาษาและร่างข้อความขายสินค้า โดยตรวจความถูกต้องและดูแลข้อมูลส่วนบุคคล
แต่เมื่อชีวิตและการเงินอยู่บนระบบดิจิทัลมากขึ้น การป้องกันการหลอกลวงและความเสี่ยงไซเบอร์ก็ต้องเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย
ในมุมการบริหารความเสี่ยง ผมเสนอให้มีการกำกับดูแลและประเมินความเสี่ยง ควบคู่กับการป้องกัน ตรวจพบ รับมือ และฟื้นฟู พร้อมประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายใต้กฎหมายและมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ข้อสั่งการที่น่าพิจารณา คือ “ทำให้ประชาชนใช้เทคโนโลยีเป็น ใช้ได้อย่างปลอดภัย และเมื่อเกิดเหตุ ต้องรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร”
แล้ววัดผลว่า แจ้งเหตุได้เร็วขึ้นไหม ส่งต่อเรื่องได้ดีขึ้นไหม และความเสียหายลดลงหรือยัง โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลก่อนดำเนินมาตรการ ใช้ช่วงเวลาและนิยามตัวชี้วัดเดียวกัน และสอบถามประชาชนผู้ได้รับบริการจริง
4) ภารกิจที่สี่ เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนเข้าถึงประโยชน์
การเป็นเจ้าภาพสร้างโอกาสด้านการท่องเที่ยวและบริการ แต่การกระจายประโยชน์ต้องมีคนออกแบบและประสาน ผู้ประกอบการอาหาร สินค้าชุมชน หรือบริการท้องถิ่นที่มีความพร้อม ควรเข้าถึงข้อมูลและโอกาสเข้าร่วมอย่างเป็นธรรม ภายใต้มาตรฐานของงาน ใครมีสินค้าดี แต่ยังติดเรื่องภาษา มาตรฐาน หรือช่องทางขาย ต้องมีหน่วยงานช่วยแนะนำ
ข้อสั่งการที่ผมเสนอคือ “เปิดข้อมูลโอกาสให้ทั่วถึง ช่วยรายเล็กเตรียมความพร้อม และติดตามให้เกิดการค้าต่อเนื่องหลังงานจบ”
เราต้องดูว่ามีลูกค้าใหม่ มีคำสั่งซื้อซ้ำ หรือมีคู่ค้าที่ทำงานต่อกันได้หรือไม่
5) ภารกิจที่ห้า ข้อเสนอด้านการบริหารที่ดี ทุกเรื่องที่เดินหน้าต่อ ต้องมีเจ้าภาพและกำหนดติดตาม
นี่คือจุดที่จะทำให้ความร่วมมือจากห้องประชุมไปถึงชีวิตประชาชน ผมเสนอให้ภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นสุดการประชุม แต่ละหน่วยงานจัดทำรายการงาน เจ้าภาพ และขั้นตอนถัดไป และภายใน 90 วันรายงานความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรค และประเด็นที่ต้องตัดสินใจ โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการตามความเป็นจริง
ข้อสั่งการสั้น ๆ คือ “ทุกงานมีผู้รับผิดชอบ ทุกขั้นมีเวลา และทุกผลต้องตรวจสอบได้”
ถ้าติดขัด ต้องรายงานพร้อมทางเลือกให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจ เพื่อให้งานเดินหน้าต่อ

แล้วทั้งหมดนี้จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นได้อย่างไร ผมเห็นว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าสองด้านพร้อมกัน สร้างโอกาสจากเวทีโลก และแก้ความเดือดร้อนในประเทศให้กับประชาชนจำนวนมากที่กำลังอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกขั้นวิกฤต 6
กลุ่มเปราะบางทางอารมณ์ที่พร้อมกลายเป็นชนวนระเบิดวิกฤตศรัทธา ได้แก่
1) คนที่ยังรอความช่วยเหลือ เราต้องมีคนติดตามเรื่องของเขา แม้รัฐบาลกำลังรับภารกิจใหญ่ระดับนานาชาติอยู่ก็ตาม
2) คนที่โกรธ เราต้องฟังว่าเดือดร้อนอะไร แล้วแก้ที่สาเหตุ
3) คนที่กลัว เราต้องบอกความเสี่ยง วิธีปฏิบัติ และช่องทางช่วยเหลือให้ชัด
4) คนที่ผิดหวัง เราต้องกลับไปดูว่าสิ่งที่รับปากไว้ทำถึงไหน และแจ้งความคืบหน้าตามจริง
5) คนที่ระแวง เราต้องเปิดข้อมูลและหลักฐานให้ตรวจสอบ
6) คนที่หมดหวัง เราต้องกลับไปติดตาม ช่วยประสาน และหาทางออกให้เขา
ผมเสนอให้นายกรัฐมนตรีกำชับว่า “เรื่องที่ประชาชนแจ้ง ต้องมีคนรับผิดชอบ มีวันแจ้งความคืบหน้า และตรวจผลกับเจ้าของเรื่อง” ส่วนการวัดความเชื่อมั่น ต้องถามประชาชนอย่างเป็นกลางว่า ปัญหาคลี่คลายหรือยัง ได้รับข้อมูลชัดเจนไหม และได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมหรือไม่

ความสำเร็จของงานจึงต้องดูทั้งข้อมูลจากหน่วยงานและประสบการณ์ของประชาชน เพื่อให้รัฐบาลเห็นจุดที่ยังต้องปรับปรุง
จากประสบการณ์ในอดีตของผมในฐานะที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ผมให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งการเข้าถึงโอกาส การได้รับบริการจากรัฐ และการแก้ไขความเดือดร้อน โอกาสจากเวที IMF และกลุ่มธนาคารโลกจึงควรไปถึงคนตัวเล็ก ผู้มีรายได้น้อย และชุมชนที่ยังขาดโอกาสด้วย โดยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เปิดเผย เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาต้องมีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็น มีช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้ และได้รับการพิจารณาแก้ไขอย่างเป็นธรรม ผมจึงเสนอให้ทุกมาตรการตอบให้ได้ว่า ใครได้รับประโยชน์ ใครต้องแบกรับต้นทุน และรัฐจะดูแลผู้ที่เสียเปรียบอย่างไร เพราะความเชื่อมั่นจะเติบโตได้ เมื่อประชาชนเห็นว่ารัฐรับฟังเสียงของเขา เคารพสิทธิของเขา และให้ความเป็นธรรมกับเขาในชีวิตจริง
กล่าวโดยสรุป ผมขอชวนทุกหน่วยงานนำโอกาสจากการประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกมาสานต่อให้เกิดผลในชีวิตประชาชน เลือกงานที่ทำได้จริง กำหนดผู้รับผิดชอบและระยะเวลา เปิดเผยความก้าวหน้า พร้อมตรวจ
สอบว่าประโยชน์ไปถึงใคร และผู้ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมหรือไม่ ขอให้ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาร่วมกันสร้างงาน พัฒนาทักษะ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามามีส่วนร่วม ขณะที่รัฐต้องรับฟังปัญหาและข้อเสนอของประชาชน แล้วนำไปปรับการทำงานให้ตอบโจทย์ชีวิตจริง
เมื่อโลกเห็นโอกาสในประเทศไทย คนไทยต้องมีทางเข้าถึงโอกาสนั้นอย่างเป็นธรรม มีงานทำ มีรายได้ และมีอนาคตที่วางแผนได้ ความเชื่อมั่นจะเติบโตเมื่อประชาชนเห็นผลของการพัฒนา และรู้ว่าเสียงของตนได้รับการรับฟัง ปัญหาได้รับการติดตาม และสิทธิได้รับการเคารพ
ขอให้เริ่มจากหนึ่งงานที่ทำได้ หนึ่งปัญหาที่แก้ได้ และหนึ่งครอบครัวที่ตั้งหลักได้ แล้วร่วมกันขยายผลให้ความสำเร็จจากเวทีโลกไปถึงชีวิตจริงของประชาชนในทุกชุมชน.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6265575/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s-xACfDsCF4jkr82DRKN3

