ตลอดหลายทศวรรษ ภาพจำของการลงทุนญี่ปุ่นในไทยคือสายการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน แต่ตัวเลขล่าสุดที่เปิดเผยบนเวที Thailand–Japan Investment Forum 2026 ที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2026 กำลังบอกเราว่าภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ระหว่างปี 2021 ถึงกลางปี 2026 บริษัทญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยรวม 1,380 โครงการ มูลค่ากว่า 11.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 396,500 ล้านบาท และทิศทางของเม็ดเงินกำลังขยับจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างชัดเจน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI ชี้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตสูงและเป็นเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง หุ่นยนต์ และพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ใหม่ด้านฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ถูกพูดถึงบนเวทีเดียวกัน ทั้งระบบประมวลผล AI การส่งข้อมูลด้วยแสง ชิปขั้นสูง และพลังงานหมุนเวียน ส่วนโรงงานเดิมที่ตั้งอยู่แล้วก็ได้รับการสนับสนุนให้ยกระดับสู่มาตรฐาน “Smart & Sustainable Industry”
ตัวอย่างจริง: NTT, Sony, Murata, Toshiba และ ROHM ขยายฐานในไทย
เพื่อให้เห็นภาพเชิงประจักษ์ การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนผ่านการขยายการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ในฝั่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล NTT ได้ประกาศเดินหน้าขยายการลงทุนด้าน Data Center และ Cloud Services ในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการรันระบบ AI ในระดับองค์กร ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่าง Sony Semiconductor, Murata, Toshiba และ ROHM ก็กำลังขยายการลงทุนในไทยอย่างหนัก เพื่อผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่าง เซมิคอนดักเตอร์, ชิป, ตลอดจนอุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceivers) และระบบระบายความร้อนที่ต้องใช้ใน AI Server ส่งออกสู่ตลาดโลก

ภาพนี้สะท้อนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้มองไทยเป็นเพียงฐานประกอบสินค้าต้นทุนต่ำอีกต่อไป แต่กำลังวางไทยไว้ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ทำไมญี่ปุ่นเลือกไทย: บทบาท “Trusted Connector”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งขึ้นกล่าวต่อหน้าผู้บริหารและนักลงทุนกว่า 700 คน ระบุว่าจุดแข็งของไทยคือการเป็น “Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมโยงที่นานาประเทศไว้วางใจ ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเข้าสู่สังคมสูงวัย
ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดใหม่ตามภูมิรัฐศาสตร์ การเป็นพื้นที่ที่ทุนและเทคโนโลยีไหลเวียนได้อย่างมั่นคงและคาดการณ์ได้ คือแต้มต่อที่ไทยต้องรักษาไว้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่บริษัทญี่ปุ่นใช้ประกอบการตัดสินใจกระจายฐานการผลิต
7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และกลไกการเงินใหม่ที่ไทยเสนอ
รัฐบาลไทยเสนอ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายสำหรับความร่วมมือการลงทุน ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะและการแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคต สุขภาพและการแพทย์ การท่องเที่ยวคุณภาพ ค้าปลีกและโลจิสติกส์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
BOI to IPO: พาบริษัทญี่ปุ่นเข้าตลาดทุนไทย
นอกจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแล้ว ยังมีกลไกด้านตลาดทุนเข้ามาเสริม โดยเฉพาะโครงการ “BOI to IPO” ที่เปิดช่องทางเร่งรัดให้บริษัทลูกของญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง SET, mai และ LiVEx ควบคู่กับการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตทวิภาคี แนวคิดนี้มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ เพราะช่วยให้บริษัทต่างชาติไม่ได้เป็นเพียง “ผู้มาตั้งโรงงาน” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างแท้จริง
ยานยนต์ญี่ปุ่นกับยุทธศาสตร์ Multi-Pathway

ในอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจของความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่นมายาวนาน นายอาเบะ อิจิโระ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) กรุงเทพฯ อธิบายว่า ค่ายรถญี่ปุ่นยังเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Multi-Pathway” คือคงสายการผลิตรถไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาปไว้ ขณะเดียวกันก็ขยายการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพื่อส่งออกในภูมิภาค พร้อมย้ำว่าการลงทุนจะไหลเข้าต่อเนื่องได้ ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ การแข่งขันที่เป็นธรรม และผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
นี่คือการเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่รักษาฐานการผลิตและการจ้างงานเดิมไว้ ขณะสร้างขีดความสามารถใหม่ไปพร้อมกัน
โจทย์ที่แท้จริงของการลงทุนญี่ปุ่นในไทย: คนไทยพร้อมหรือยัง
การลงทุนระลอกใหม่นี้ไม่ได้ต้องการแค่แรงงานในสายการผลิตจำนวนมาก แต่ต้องการวิศวกรที่เข้าใจการออกแบบวงจรและชิป ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและ AI รวมถึงช่างเทคนิคที่ดูแลระบบอัตโนมัติและระบบพลังงานสมัยใหม่ได้ เงินลงทุนเกือบ 4 แสนล้านบาทจึงเปรียบเสมือน “ฮาร์ดแวร์” ชั้นดีที่ไทยได้รับ แต่ฮาร์ดแวร์จะสร้างมูลค่าได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อมี “ซอฟต์แวร์” อย่างทักษะ ความรู้ และระบบนิเวศการวิจัยที่แข็งแรงพอจะต่อยอด
ความสำเร็จของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นรอบนี้ จึงไม่ได้วัดกันที่ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน แต่วัดกันที่ว่า ในอีกทศวรรษข้างหน้า ไทยจะก้าวจากผู้รับเทคโนโลยี ไปสู่ผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมกับพันธมิตรเก่าแก่รายนี้ได้มากน้อยเพียงใด

Post Views: 1
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/10/11/japan-investment-thailand-high-tech-transition/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sziBhx_tZje_xNC_iXwqZ

