• Sun. Aug 2nd, 2026

การแก้ปัญหาร่วมกันทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมไทย-เมียนมา

การแก้ปัญหาร่วมกันทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมไทย-เมียนมาการแก้ปัญหาร่วมกันทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมไทย-เมียนมา
การแก้ปัญหาร่วมกันทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมไทย-เมียนมา

การแก้ปัญหาร่วมกันทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมไทย-เมียนมา

ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ประธานาธิบดีเมียนมา ฯพณฯท่านพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก็จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มีหลายคนสอบถามมาว่า การมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ จะสามารถทำให้สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทย-เมียนมา มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่? ซึ่งในใจของผมเองก็หวังว่าจะมีผลไปในทิศทางที่เป็นบวกนะครับ แต่ทุกอย่างก็คงอยู่ที่ผลของการเจรจา ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเป็นหลักครับ ในฐานะภาคเอกชน เราก็คงจะหวังได้แต่เพียงว่า มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลกับทางฝ่ายราชการเท่านั้นครับ 

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค ประเทศไทยและประเทศเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกัน แต่เรายังมีเส้นพรมแดนธรรมชาติและทางบกยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่จะตั้งอยู่บนความห่างเหินได้ หากแต่เป็นความจริงทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้เสถียรภาพ ความมั่นคง และความกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้งสองฝั่ง ได้มีความเชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของท่านพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำประเทศเมียนมาในครั้งนี้ จะมีการเปิดเวทีหารือทวิภาคีร่วมกับรัฐบาลไทย ในมุมมองของภาคธุรกิจเอกชน คิดว่านี่เป็นการถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่ง ในการใช้ประโยชน์จาก “กลไกเพื่อนบ้าน” เพื่อพูดคุยและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนเร่งด่วนที่สั่งสมมานาน ซึ่งน่าจะเป็นการสร้างพื้นที่พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเป็นจริง จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและภาคเศรษฐกิจจริงในระดับพื้นที่

หากมองในมิติทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน การเยือนครั้งนี้ครอบคลุมน่าจะมี ประเด็นหลัก 3 ประการที่ต้องเร่งเดินหน้าคู่ขนานกันไป เรื่องแรก คือ การหดตัวของมูลค่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งเป็นหลอดเลือดใหญ่ที่ค้ำจุนชีวิตของประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ทั้งสองฝั่ง การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการนำเข้าของเมียนมา และการลดอุปสรรคทางกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงขั้นตอนทางศุลกากร จะช่วยให้สินค้าอุปโภคบริโภค ยา เวชภัณฑ์ และวัตถุดิบซึ่งเป็นปัจจัยการผลิต หมุนเวียนได้อย่างราบรื่น ซึ่งจะช่วยให้ลดต้นทุนการขนส่ง และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย 

เรื่องที่สอง คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจชายแดน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านความร่วมมือในการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ แก๊งสแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างมหาศาล

สุดท้ายคือเรื่องที่สาม คือเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน โดยเฉพาะมลพิษทางน้ำในแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำกกที่จังหวัดเชียงราย และปัญหาฝุ่นควันจากการเผาป่าข้ามพรมแดน ซึ่งกระทบต่อการท่องเที่ยว สุขภาพประชาชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นทางภาคเหนือของประเทศไทยเราอย่างหนัก การตั้งเป้าหมายและประสานงานแก้ไขร่วมกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป

ท่ามกลางมิติทางเศรษฐกิจดังกล่าว สิ่งที่ภาคเอกชนเราต่างให้ความสำคัญ ห่วงใย และปรารถนาจะเห็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด คือ เรื่องการบริหารจัดการด้านแรงงาน เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า แรงงานชาวเมียนมาในประเทศไทยเรา มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน ภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง เกษตรกรรม และบริการของเรา

ขณะเดียวกันประเทศไทยก็เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเขา ที่เปิดโอกาสให้พวกเขามีอาชีพ มีรายได้ และส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวในยามยากลำบาก ทว่าความซับซ้อนในระบบจัดการแรงงานปัจจุบัน ตลอดจนสถานการณ์ความสงบในพื้นที่ ได้ทำให้มีประชาชนข้ามแดนเข้ามาเป็นจำนวนมาก    

หากปราศจากกลไกการขึ้นทะเบียนที่ยืดหยุ่น คนเหล่านี้จะถูกผลักไปอยู่ในสภาวะแรงงานนอกระบบทันที สภาธุรกิจไทย-เมียนมา จึงขอสนับสนุนให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน ในการพัฒนากลไกการผ่อนผัน และการทำเอกสารประจำตัวให้สะดวกรวดเร็วและเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยให้ฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมสถิติตัวเลขได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังคุ้มครองแรงงานให้ได้รับสิทธิพื้นฐานตามหลักมนุษยธรรม เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการถูกกดขี่หรือการค้ามนุษย์ และช่วยให้ภาคธุรกิจไทยมีกำลังแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ผมในฐานะประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ ที่จะสามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่พึ่งพาเพื่อนบ้าน ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ เราไม่อาจแก้ไขได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่มองโลกตามความเป็นจริง ความเห็นอกเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ และการแสวงหาจุดร่วมบนประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ การพบปะหารือในระดับผู้นำครั้งนี้ จึงมีความหวังว่า จะสามารถนำไปสู่ความร่วมมือเชิงนโยบาย และการปฏิบัติได้จริงที่จับต้องได้ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยเราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ

ส่วนผลของการมาเยือนในครั้งนี้ ซึ่งโดยมารยาทแล้ว ผมคงไม่สะดวกที่จะวิพากษ์-วิจารณ์ก่อนล่วงหน้าได้ คงต้องรอให้มีการแถลงการณ์ร่วม หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมร่วมกันก่อน จึงจะสามารถนำมาวิเคราะห์ตามหลังได้ครับ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/665451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LRaTv6a3GuoDopt4dasCR