• Sun. Aug 2nd, 2026

เปิดเกณฑ์ช้อน ‘หุ้นปันผล’ ยุคศก.ผันผวน แนะคัด Yield 5.5%

เปิดเกณฑ์ช้อน-‘หุ้นปันผล’-ยุคศกผันผวน-แนะคัด-yield-5.5%เปิดเกณฑ์ช้อน ‘หุ้นปันผล’ ยุคศก.ผันผวน แนะคัด Yield 5.5%

บล.บัวหลวงเปิดเกณฑ์ช้อน ‘หุ้นปันผล’ ในยุคเศรษฐกิจผันผวน แนะประเมิน 3 ปัจจัย คัด Yield 5.5% พิจารณาจุด Worst Case

หนึ่งในอาวุธลับสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสามารถเอาตัวรอดและสร้างผลตอบแทนได้ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูงคือกลยุทธ์การล่า “หุ้นปันผล

10 ปีตลาดหุ้นไทย พ้นวิกฤติด้วย “เงินปันผล“

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไม “ตลาดหุ้นไทย” จึงยังมีความน่าสนใจ? คำตอบซ่อนอยู่ในสถิติผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา 

โดยพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ชำแหละผลตอบแทน 100% ของ SET Index จะพบความจริงที่น่าทึ่งว่าผลตอบแทนถึง 61% มาจาก “เงินปันผล

ในขณะที่มาจากอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE) 20% และมาจากการเติบโตของกำไรเพียง 20% เท่านั้น

โครงสร้างนี้แตกต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐอย่างสิ้นเชิง เช่น ดัชนี NASDAQ ที่ผลตอบแทนกว่า 75% มาจากการเติบโตของกำไร 

ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนว่า เสน่ห์และจุดแข็งที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทยคือการเป็นตลาดที่ “เก่งปันผล” แม้กำไรโดยรวมอาจไม่ได้เติบโตหวือหวา แต่บริษัทจดทะเบียนก็มีความสามารถในการจ่ายเงินสดคืนสู่นักลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ การแบ่งสัดส่วนพอร์ตการลงทุนมาที่หุ้นปันผลจึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับตลาดหุ้นไทย 

เจาะลึก “หุ้นธนาคาร” เมื่อค่าธรรมเนียมกลายเป็นตัวแบก

เมื่อนึกถึงหุ้นปันผล “กลุ่มธนาคาร” คือกลุ่มที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆ แม้ว่าในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง การเติบโตของสินเชื่ออาจจะชะลอตัวลงและการปล่อยกู้มีความเข้มงวดขึ้น แต่โครงสร้างรายได้ของกลุ่มธนาคารในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว 

ปัจจุบัน ธนาคารมีสัดส่วนรายได้จาก “ค่าธรรมเนียม” เช่น การขายกองทุนรวม หรือธุรกิจนายหน้า พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 15-25% ของรายได้รวม ซึ่งรายได้ส่วนนี้ยังคงเห็นการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้ธนาคารยังคงรักษาความสามารถในการจ่ายปันผลที่แข็งแกร่งไว้ได้ 

เปิดเกณฑ์ช้อนหุ้นปันผล คัด Yield 5.5% และประเมินจาก Worst Case

การเข้าซื้อหุ้นปันผลเพียงเพราะเห็นตัวเลขประกาศจ่ายปันผลสูงๆ ในอดีตอาจไม่ใช่สิ่งที่ปลอดภัยเสมอไป พิริยพล แนะนำกฎเหล็กในการหาจุดเข้าซื้อที่ปลอดภัยไว้ 3 ส่วนสำคัญ

1.) ห้ามเชื่อตัวเลขปันผลในอดีตเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขเหล่านั้นเกิดจากช่วงที่บริษัทมีกำไรดี หากเศรษฐกิจแย่ลง กำไรลดลง เงินปันผลก็จะต้องถูกปรับลดลงตามไปด้วย 

2.) คำนวณจากสถานการณ์ Worst Case 

ต้องจำลองสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดว่า หากเศรษฐกิจไม่ดีเลย เงินปันผลต่อหุ้น อย่างแย่ที่สุดที่บริษัทน่าจะจ่ายได้คือกี่บาท 

3.) เกณฑ์ขั้นต่ำ 5.5% 

นำตัวเลขปันผลในกรณี Worst Case นั้น มาหารเทียบกับราคาหุ้นบนกระดาน ณ ปัจจุบัน อัตราผลตอบแทน และในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด “ควรจะต้องมากกว่า 5.5% ขึ้นไป” จึงจะถือว่าเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ 

ตัวอย่างเช่น ในอดีตหุ้นธนาคารบางตัวหากจะให้ปลอดภัย ควรมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย เช่น SCB ควรมี Yield สูงกว่า 7.2%, KTB ควรมากกว่า 5.6% เป็นต้น การเข้าซื้อในจุดที่ประเมินความเสี่ยงไว้ต่ำที่สุดแล้ว จะทำให้นักลงทุนถือครองหุ้นได้อย่างสบายใจ

จัดพอร์ตสู้ศึกเศรษฐกิจด้วย “Barbell Strategy“

สำหรับข้อควรระวังในการลงทุนกลุ่มธนาคาร คือเรื่องของช่วงเวลา โดยปกติหุ้นปันผลมักจะมีแรงเก็งกำไรเข้ามาในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ก่อนที่จะมีการขึ้นเครื่องหมาย XD ในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งนักลงทุนต้องระมัดระวังแรงเทขายปรับฐานที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนด้วย 

ท้ายที่สุด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนและสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ กลยุทธ์การจัดพอร์ตที่เหมาะสมที่สุดในยุคนี้คือ Barbell Strategy หรือการจัดพอร์ตแบบผสมผสาน 

นอกเหนือจากการกอด “หุ้นปันผล” ไว้เพื่อรับกระแสเงินสดแล้ว นักลงทุนควรมี “หุ้นกลุ่มพลังงาน” ติดพอร์ตไว้ด้วย

ตัวอย่างเช่น PTT ที่ให้ปันผลในระดับ 4-5% และยังมีโอกาสได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากปัจจัยสงคราม 

การกระจายความเสี่ยงเช่นนี้ จะช่วยสร้างความสมดุลและทำให้นักลงทุนพร้อมรับมือกับทุกสภาวะเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1245668&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M9HVMXxemkRUdenkrSP0e