สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” อย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจของรอยเตอร์ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายเมื่อตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” อย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจของรอยเตอร์ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายเมื่อตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล
โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 1.7% ลดลงอย่างมากจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ซ้ำร้ายกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนยังมองว่าเศรษฐกิจอาจหดตัวลง 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หากพิจารณาปัจจัยตามฤดูกาล นี่คือสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียแรงส่งในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
ต้นตอของความเปราะบางนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นปัญหาภายในที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือนที่ซบเซากลายเป็นตัวฉุดรั้งหลัก นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics ระบุชัดเจนว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมัน (Oil shock) ได้ลามไปสู่ต้นทุนสินค้าและการขนส่ง บีบให้ครัวเรือนต้องประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อผนวกกับกับดักเชิงโครงสร้างอย่างหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ประสิทธิภาพการผลิตต่ำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้แต่ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นความหวังมาตลอด ก็ยังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และกำลังซื้อที่ลดลงในตลาดหลัก ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงต้นเดือน ส.ค.ลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในมิติของการค้าโลก ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการเจรจากับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา แม้ว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์จะยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการนำเงื่อนไขด้านการทหารไปแลกเปลี่ยนกับสิทธิประโยชน์ทางการค้า แต่การรักษาความสมดุลในความสัมพันธ์ทางการค้ายังคงเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน ปัจจุบันสินค้าไทยได้รับยกเว้นภาษีจากสหรัฐ แล้วประมาณ 72% แต่ยังมีสินค้าอีก 28% ที่ยังคงต้องเผชิญกับกำแพงภาษี ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายไทยที่จะต้องเร่งเจรจาเทคนิคในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
ท่ามกลางเมฆหมอกของเศรษฐกิจฐานเดิม “เศรษฐกิจดิจิทัล” กำลังฉายแสงในฐานะเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยพยุงประเทศ สำนักงานดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ประเมินว่าดิจิทัลจีดีพีในปี 2569 จะมีมูลค่าสูงถึง 5.7 ล้านล้านบาท และเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโดยรวมถึง 2.2 เท่า สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 4 ผู้ส่งออกเอไอฮาร์ดแวร์ รายใหญ่ของโลกร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย โดยมีการขยายตัวของการส่งออกสินค้าดิจิทัลสูงถึง 45% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
ดังนั้นถึงเวลาที่ไทยจะต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศต้องเร่งปรับโครงสร้างแรงงานและแก้ไขหนี้สินอย่างจริงจัง อาศัยวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเอไอ ยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของโลกยุคใหม่ เพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอไอที่กำลังขยายตัว ส่วนการเจรจาการค้าต้องทำด้วยความแยบยลเพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่น่าห่วงนี้ไปสู่ยุคดิจิทัลที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1247329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nWrpfwSUX-YW_O35xCyXE

