วันที่นำเข้าข้อมูล 17 ส.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ส.ค. 2569
| 28 view
สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น.
ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ
- ผลการเยือนรัสเซียของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
1.1 ภาพรวม
- นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนกรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซียระหว่างวันที่ 12–15 สิงหาคม 2569
- การเยือนในครั้งนี้ เป็นการสานต่อจากการหารือทวิภาคีระดับผู้นำระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีรัสเซีย เมื่อเดือนมิถุนายน 2569
- วัตถุประสงค์หลักของการเยือนครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายโอกาสความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการทูตเศรษฐกิจของไทยที่สนับสนุนการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- ในการเยือนครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้นำคณะภาคเอกชนร่วมเดินทางไปด้วย นำโดยคณะผู้บริหารหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย
1.2 กำหนดการสำคัญ
- กำหนดการสำคัญของการเยือนครั้งนี้ ได้แก่ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย (JC) ครั้งที่ 9 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีฯ ทำหน้าที่ประธานร่วมกับนายอะเล็กเซย์ เชคุนคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและอาร์กติก รัสเซีย เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569
- รองนายกรัฐมนตรีฯ พบหารือทวิภาคีกับผู้แทนระดับสูงของรัสเซีย ในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ได้แก่ นายอเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ซึ่งกำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจ และนายบาคิตชาน ซากินตาเยฟ ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย และได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันร่วมกับภาคเอกชนไทยและรัสเซีย ซึ่งมีนายอิวาน เดมเชนโก ประธานสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทย เป็นเจ้าภาพ
- ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือทวิภาคีกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย
1.3 ประเด็นหารือสำคัญ
- ประเด็นหารือสำคัญระหว่างการเยือน ได้แก่ การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายการค้าและการลงทุน ซึ่งปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังมีการค้าระหว่างกันไม่มาก โดยมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 จึงมีศักยภาพที่จะขยายตัว
- ไทยผลักดันให้เร่งกระบวนการเพื่อเริ่มการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย Eurasia Economic Union หรือ EAEU ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซ เบลารุส และอาร์เมเนีย โดย EAEU มีจำนวนประชากรรวมกันกว่า 180 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจรวมกว่า 99 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับไทย
- หลังจากนี้ จะมีการจัดประชุมระดับคณะทำงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านต่าง ๆ อาทิ การค้าอิเล็กทรอนิกส์ ความเชื่อมโยง และพลังงานสีเขียว ตลอดจนสนับสนุนให้ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
- ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายไทยและรัสเซียได้หารือประกอบด้วย ความร่วมมือเพื่อแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าไทย อาทิ สินค้าเกษตรและอาหาร ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางการค้า ความเป็นไปได้ของความร่วมมือด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร การเชื่อมโยงด้านคมนาคม การท่องเที่ยว และการส่งเสริมการลงทุน โดยจะมีการจัด Russia–Thailand Investment Forum ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม ซึ่งต่อยอดจากการประชุม Investment Forum ที่ภูเก็ต เมื่อปี 2568
- ในการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ซึ่งจะครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สำคัญในภูมิภาคและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค โดยเฉพาะความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในเอกสารแผนการหารือ (Plan of Consultations) ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นแผนการหารือความร่วมมือในระดับและสาขาต่าง ๆ
- คณะภาคเอกชนไทยยังได้เข้าร่วมการบรรยายสรุปโดยสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทย และรับฟังประสบการณ์จากภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในรัสเซีย ตลอดจนเยี่ยมชมกิจการของภาคเอกชนรัสเซียเพื่อโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจ โดยคณะภาคเอกชนไทยที่ร่วมเดินทางไปรัสเซียในครั้งนี้มาจากหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พลังงาน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ICT เครื่องจักรอุตสาหกรรม ยางและชิ้นส่วนยานยนต์
- การเยือนรัสเซียของรองนายกรัฐมนตรีฯ ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย โดยภาครัฐได้เปิดโอกาสและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขยายการค้าการลงทุน เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนไทยในการแสวงหาโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
- รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี
- รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 17 – 22 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์
- ในการเยือนออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ พบหารือกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย รวมถึงพบภาคเอกชนไทยและออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 และจะมีกำหนดการร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเยี่ยมชม Thai Town และพบชุมชนไทยในนครซิดนีย์
- ในการเยือนนิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการจะพบหารือกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ พบปะภาคเอกชนไทยและนิวซีแลนด์เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และจะร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ในโอกาสการครบรอบ 70 ปีทางการทูตระหว่างกันในปี 2569 และจะเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทย โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม
- การเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ เป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง และเป็นการเยือนออสเตรเลียระดับนายกรัฐมนตรีของไทยในรอบ 14 ปี ขณะที่เป็นการเยือนนิวซีแลนด์ระดับนายกรัฐมนตรีในรอบ 13 ปี
- ความคืบหน้ากระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)
- เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA) ซึ่งเป็นนายทะเบียนที่ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการประนอม ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งเอกอัครราชทูต แคทรีนา คูเปอร์ ชาวออสเตรเลีย เป็นผู้ประนอมคนที่ 5 ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการประนอม
- เอกอัครราชทูตคูเปอร์เป็นนักการทูตและนักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์มายาวนานทั้งในด้านกฎหมายระหว่างประเทศและการทูตการเจรจา ทั้งยังเป็นบุคคลที่รู้จักภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างดี ในฐานะที่เคยเป็นรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียที่มีภารกิจดูแลภูมิภาคนี้ และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไทยสนับสนุนในกระบวนการปรึกษาหารือระหว่างทุกฝ่ายก่อนหน้านี้
- เอกอัครราชทูตคูเปอร์เคยเป็นตัวแทนร่วม (Co-Agent) ของรัฐบาลออสเตรเลียในกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ครั้งแรกของโลก ทำให้มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งมีความสำคัญสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
- ฝ่ายไทยมั่นใจว่า ประสบการณ์ในด้านกฎหมายและการทูตของเอกอัครราชทูตคูเปอร์จะช่วยเอื้อต่อความเข้าใจบริบทและประเด็นสำคัญในสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเป็นอย่างดี
- คณะกรรมาธิการประนอมได้รับการแต่งตั้งโดยสมบูรณ์ทั้ง 5 ท่านแล้ว และฝ่ายไทยเองก็ได้แต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทน (Agent) พร้อมด้วยเอกอัครราชทูต ทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ในฐานะรองผู้แทน (Deputy Agent) แล้ว
- ลำดับถัดไป คณะกรรมาธิการฯ จะกำหนดวันและสถานที่ประชุมครั้งแรกซึ่งเบื้องต้นคาดว่า จะจัดขึ้นได้ภายในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งต้องติดตามรายละเอียดต่อไป
- วาระสำคัญของการประชุมครั้งแรกคาดว่า จะเป็นการพิจารณาจัดทำข้อบังคับ (Rules of Procedure)ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์และกรอบการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ตลอดจนแนวทางสำหรับการประชุมและการดำเนินกระบวนการในระยะต่อไป เช่น การกำหนดสถานที่และช่วงเวลาสำหรับการประชุม และรายละเอียดแนวทางที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
- กระบวนการประนอมไม่ใช่การขึ้นศาล ผลลัพธ์ไม่ใช่คำพิพากษาและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นข้อเสนอแนะที่ทั้งสองฝ่ายจะนำไปพิจารณาต่อไป
- กรรมาธิการทั้ง 5 เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง มีความเข้าใจบริบทของสถานการณ์ และจะช่วยให้ข้อเสนอแนะหรือทางออกที่มีความสมดุล ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องนำเสนอมุมมองและชี้แจงข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการฯ ว่าจะเป็นพื้นฐานให้ทั้งสองฝ่ายนำไปหารือกันต่อได้หรือไม่
- ในฐานะสมาชิกของประชาคมระหว่างประเทศที่มีความรับผิดชอบและเคารพ ในกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยพร้อมสนับสนุนและเข้าร่วมกระบวนการอย่างเต็มที่ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ อย่างดีที่สุด และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่อง
สามารถรับชมได้ที่ https://fb.watch/J2A5gpNlEE/?
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/pb-summary-17082026-th%3Fpage%3D67403f9fc93410213728ffa3%26menu%3D674040c6356f402374088c23&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p5idorsjq4MaDvFKe5E5E

