• Fri. Oct 9th, 2026

เอกนิติเปิดใจสื่อนอก ชูลงทุนเทคโนโลยี กุญแจฟื้นเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

เอกนิติเปิดใจสื่อนอก-ชูลงทุนเทคโนโลยี-กุญแจฟื้นเศรษฐกิจไทย-|-เดลินิวส์เอกนิติเปิดใจสื่อนอก ชูลงทุนเทคโนโลยี กุญแจฟื้นเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.กระทรวงการคลังของไทย กำลังผลักดันนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างเชื่องช้ามาหลายปี ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) และธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ )

นายเอกนิติกล่าวว่า สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในสหรัฐ เมื่อปี 2540 เขาได้เห็นประเทศไทยประกาศลดค่าเงินบาท ซึ่งเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินเอเชียในเวลาต่อมา โดยในครั้งนั้น เงินกู้จากไอเอ็มเอฟและมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลายด้านช่วยให้ไทยค่อย ๆ ฟื้นตัวจากวิกฤติได้

เกือบ 30 ปีผ่านไป ไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ นั่นคือการหาทางหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง นายเอกนิติกล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับรอยเตอร์สว่า หลังวิกฤติการเงิน สัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 22-23% ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจอ่อนแอลง

นายเอกนิติยืนยันว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง เขาได้กำหนดให้การผลักดันนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนเป็นวาระสำคัญอันดับต้น ๆ ของรัฐบาล

นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ เตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ และความเสี่ยงจากกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ไทยต้องรับมือ ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยกำลังเข้าใกล้เพดานที่รัฐบาลกำหนดไว้ 70%

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.34% ต่อปี ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งที่ฟื้นตัวจากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้รวดเร็วกว่า

เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา นายเอกนิติเปิดเผยแผนผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแตะ 3% ภายในสามปี ด้วยการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล และการผลิตขั้นสูง รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน ไทยซึ่งเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ กำลังลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินอย่างระมัดระวังมากกว่า โดยมองว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไทยมีศักยภาพทำได้อยู่ที่ 2.7% และอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยสี่ปีจึงจะไปถึงระดับดังกล่าว

แม้ยังเผชิญกับอุปสรรคทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น เมื่อเทียบกับสถานการณ์เมื่อปี 2540

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิตช์ เรตติงส์ ระบุเมื่อเดือนก.ย. ว่า เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกได้ดีกว่าที่คาด แรงกดดันด้านเงินฝืดลดลง และความแน่นอนด้านนโยบายปรับตัวดีขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนก.พ. 2569 โดยฟิตช์ เรตติงส์ ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ”

นายอนูป ซิงห์ อดีตหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟ ซึ่งดูแลภารกิจในไทยช่วงวิกฤติการเงินปี 2540 กล่าวว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายชวน หลีกภัยในเวลานั้น ช่วยให้รัฐบาลมีความเป็นเจ้าของและความมุ่งมั่นทางการเมืองในการดำเนินมาตรการปฏิรูป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

เขากล่าวว่า ไอเอ็มเอฟมีหน้าที่ทำความเข้าใจปัญหาและเสนอแนะแนวทางแก่รัฐบาล แต่การตัดสินใจและลงมือปฏิบัติเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเอง ดังนั้น ความมุ่งมั่นทางการเมืองจึงมีความสำคัญที่สุด

แม้ไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และการรัฐประหาร รวมถึงการชุมนุมประท้วงที่รุนแรงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนก.พ. ปีนี้ ช่วยให้สถานการณ์การเมืองเข้าสู่ช่วงที่สงบลงในระดับหนึ่ง และบรรเทาแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่ยังซบเซา

หลังชัยชนะในการเลือกตั้ง นักวิเคราะห์ชื่นชมการจัดตั้งรัฐบาลผสมวงกว้างอย่างรวดเร็วของนายอนุทิน รวมถึงการสนับสนุนบุคลากรด้านเศรษฐกิจอย่างนายเอกนิติ แต่ยังตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะมีความมุ่งมั่นมากเพียงใดในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

นายเอกนิติย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า ส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์ข้อมูล ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้น นายเอกนิติยังต้องการนำเสนอไทยในฐานะจุดหมายการลงทุนที่เป็นกลางและปลอดภัย โดยเตรียมผลักดันแนวคิดดังกล่าวในการประชุมไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก พร้อมระบุว่า ในโลกที่เศรษฐกิจแตกแยกออกเป็นหลายขั้ว ไทยสามารถทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงเศรษฐกิจที่แตกแยกเหล่านั้น และเป็นหุ้นส่วนที่ประเทศต่าง ๆ ไว้วางใจได้.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6261606/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vSRKLJQKyDGTv3PN_gg0b