
กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้ายกระดับระบบสาธารณสุขสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ด้วยการจับมือ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Medical Investment Hub หวังเปลี่ยนบทบาทของประเทศจากผู้ซื้อยานวัตกรรมไปสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัย การพัฒนา และฐานการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ระดับภูมิภาค
กระทรวงสาธารณสุข และ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด (MSD) ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “ความร่วมมือสนับสนุนระบบนิเวศสุขภาพในการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านยา” นับเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญในการผลักดันนโยบาย Medical Investment Hub จากกรอบแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนผ่านภาคการแพทย์และสุขภาพให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New S-Curve) ของประเทศ
ยุทธศาสตร์ Medical Investment Hub ดังกล่าว มุ่งเน้นการยกระดับและขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่:
- Service Hub: การยกระดับและพัฒนามาตรฐานการบริการทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล
- Research & Development Hub: การส่งเสริมและยกระดับศักยภาพงานวิจัยทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) ภายในประเทศ
- Product & Health Manufacturing Hub: การพัฒนาและสร้างฐานการผลิตยา วัคซีน รวมถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ ขึ้นภายในประเทศ
การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไม่น้อยกว่า 0.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้าสู่ไทย และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย จากอันดับที่ 56 ให้ก้าวขึ้นสู่ Top 50 ของโลก
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ภาคการแพทย์และสุขภาพไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การดูแลรักษาประชาชนเท่านั้น แต่ยังถือเป็นทุนมนุษย์ สร้างความมั่นคงทางสุขภาพ และเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ประเทศไทยมีจุดแข็งรอบด้าน ทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ระบบการให้บริการ ศักยภาพด้านงานวิจัย และฐานการผลิตที่พร้อมต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆ
ก่อนพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ คณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข นำโดย นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ เภสัชกรหญิง สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เข้าร่วมประชุมหารือกับ ดร.ดรูว์ ออตโต ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ MSD พร้อมคณะผู้บริหารระดับภูมิภาค โดยการหารือมุ่งเน้นการสำรวจแนวทางความร่วมมือภายใต้ 3 เสาหลัก ซึ่งผลการหารือเป็นไปในทิศทางบวก ทั้งสองฝ่ายมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อระบบสุขภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในการนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมร่วมขับเคลื่อนนโยบายโดยพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในกระบวนการอนุมัติการวิจัยทางคลินิก ตลอดจนการพิจารณาช่องทางขึ้นทะเบียนแบบเร่งรัดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย โดยกระบวนการทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย หลักเกณฑ์ และขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงยานวัตกรรมได้รวดเร็วขึ้น
นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือกับ MSD ถือเป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่จับต้องได้ ซึ่งครอบคลุมภารกิจสำคัญหลายด้าน ได้แก่:
- การขยายการเข้าถึงวัคซีน: การส่งเสริมและเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอกคัส (PCV) ในกลุ่มเป้าหมาย
- การยกระดับงานวิจัยทางคลินิก: การพัฒนาศักยภาพหน่วยวิจัยภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งคาดว่าจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านการวิจัยทางคลินิกได้มากกว่า 2,500 ล้านบาทภายในปี 2570
- การสร้างความมั่นคงทางยา: การศึกษาความเป็นไปได้ในความร่วมมือด้าน Voluntary Licensing สำหรับยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (HIV PrEP) ร่วมกับผู้ผลิตภายในประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเปิดโอกาสในการส่งออกในอนาคต
ด้าน ดร.แมรี่ เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MSD ในฐานะบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 70 ปี นับตั้งแต่การนำเข้ายาตัวแรกในปี พ.ศ. 2492 และจัดตั้งบริษัทเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2547 มีความยินดีอย่างยิ่งในการร่วมสนับสนุนนโยบาย Medical Investment Hub ผ่านบันทึกความเข้าใจฉบับนี้
ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว MSD และกระทรวงสาธารณสุขจะร่วมกันประเมินโอกาสและความเป็นไปได้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจแก่ผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะการผลิตยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ตลอดจนการสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การดำเนินงานในแต่ละโครงการจะอยู่ภายใต้การประเมินความเป็นไปได้และการอนุมัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านการแพทย์และการวิจัยชีวเภสัชภัณฑ์ขั้นสูงของภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบสุขภาพ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
เป้าหมายระยะยาวของการจับมือกันในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการเป็นเพียง “ผู้ซื้อและผู้นำเข้านวัตกรรม” ทางการแพทย์ ให้กลายมาเป็น “ผู้ร่วมวิจัย ผู้ร่วมพัฒนา และฐานการผลิตนวัตกรรมสุขภาพ” ของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะช่วยสร้างทั้งผลกระทบเชิงบวกด้านสุขภาพ (Health Impact) และผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/668565&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P70DYtPU0E6WotBgpARxb

