
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ก.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “THAILAND BEYOND TOMORROW มุมมองกำหนดทิศทาง และโอกาสในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตใหม่” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมใหม่และวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจไทย (GDP) เติบโตต่ำ เมื่อเทียบกับอดีตก่อนปี 2540 ที่เคยขยายตัว 6-7% เหลือไม่ถึง 3% เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้ลงทุนมานาน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และกดดันรายได้ลดลง ส่งผลให้ประชาชนเป็นหนี้ และเกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ เมื่อเกิดวิกฤต เช่น วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 วิกฤตพลังงาน และวิกฤตอื่น ๆ ของโลก ทำให้กลุ่มคนตัวเล็กถูกแรงกระแทกอย่างหนักและต้องกู้เงินสร้างหนี้เพิ่ม ดังนั้น ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยประคับประคอง และกู้เงินช่วยเหลือ ทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนธุรกิจรายย่อย (SMEs) เข้าไม่ถึงสินเชื่อ และรับแรงกระแทกโดยตรงเช่นกัน
“ปัญหาสะสมนาน รัฐต้องแก้ เลิกพูดแล้วลงมือแก้ปัญหาตั้งแต่วันนี้ ทั้งการซ่อมและสร้างไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้กลับไปสู่วงจรอุบาทว์เดิมที่พอมีพายุพัดมาก็เป็นหนี้ใหม่และรัฐต้องจ่ายเงินอุ้มอีก ซึ่งปัญหาที่สะสมจนกลายเป็นกรรมเก่าของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง หนี้สาธารณะสูง คนมีเงินออมต่ำ และ SMEs เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน” นายเอกนิติ กล่าว
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและเกิดกระแสใหม่ ๆ ที่เปรียบเสมือนลมพายุที่พัดเข้ามา ได้แก่ กระแสโลกแตกขั้วที่มีการขึ้นภาษีและกีดกันการค้า กระแสเทคโนโลยี AI ที่มาเร็วมาก กระแสสิ่งแวดล้อมที่เป็นทั้งกติกาการค้าและกระทบชีวิตคนตัวเล็ก และกระแสสังคมผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตโลกแตกขั้วนี้ยังกลับเป็นโอกาสของประเทศไทย เพราะต้องการหาพื้นที่ปลอดภัยเพื่อลงทุน (Safe Haven) และมีความเป็นกลาง สามารถค้าขายได้กับทุกฝ่าย ทำให้ไทยกลายเป็นผู้ที่ “หล่อเลือกได้” มีนักลงทุนอยากเข้ามาลงทุนจำนวนมาก
ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องสร้างเครื่องดักลมพายุ เพื่อเปลี่ยนกระแสลมที่พัดมานี้จากวิกฤตพายุให้กลายเป็นโอกาส อีกทั้งในฐานะประธานกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอ (BOI) ได้ออกยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อคัดเลือกโครงการที่สร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยมากที่สุด มากกว่าการเลือกเม็ดเงินลงทุนสูงเพียงอย่างเดียว
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการซ่อมปัญหาของประเทศไทย ได้แก่ การออกมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือคนตัวเล็กที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 100,000 บาท ประมาณ 1 ล้านบัญชี ซึ่งช่วยต่อชีวิตให้คนเกือบล้านรายตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานและสงครามตะวันออกกลาง ผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยต่อลมหายใจให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กตามตลาด
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าปล่อย “สินเชื่อนกกระซิบ” ด้วยการนำ AI ช่วยวิเคราะห์ยอดขายและการทำบัญชี โดยปัจจุบันกระทรวงการคลังมีข้อมูลต่อเนื่อง 3 เดือนแล้ว และอยู่ระหว่างเปิดโครงการปล่อยสินเชื่อร่วมกับธนาคารรัฐ โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
รวมถึงการออกมาตรการ SME Credit Boost ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำเงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มาช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ SMEs เพิ่มขึ้นประมาณ 60,000 ล้านบาท
อีกทั้ง รัฐบาลยังดำเนินการคืนภาษี SMEs Supply Chain Financing โดยสั่งให้กรมสรรพากรเร่งคืนเงินภาษีที่ค้างไว้ให้ผู้ประกอบการทันที และส่งเสริมให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังส่งเสริมการออมให้คนตัวเล็กผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ดอกเบี้ยสูงสุด 2.80% อายุ 10 ปี โดยใช้หลักการ Small Lot First เพื่อให้คนที่มีเงินน้อยสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ และเตรียมเปิดตัวการจัดตั้งบัญชีการออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคล TISA (Thailand Individual Savings Account) ในรอบปีภาษี 2570 นี้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเร่งสร้างโอกาสในอนาคตที่เปรียบเหมือน “รถไฟความเร็วสูงขบวนใหม่แห่งอนาคต” กำลังวิ่งผ่านประเทศไทย และทำให้คนส่วนใหญ่ขึ้นรถไฟขบวนนี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยับเป็นรูปตัว V เพราะหากไม่ทำอะไรเลย จะกลายเป็นรูปตัว K คือ ขึ้นรถไฟได้เป็นขาขึ้น และขึ้นรถไฟไม่ได้เป็นขาลง ส่วนคนถูกทิ้งอาจกลายเป็นรูปตัว A ฉะนั้นต้องคว้าตั๋วขึ้นรถไฟให้ได้
นายเอกนิติ กล่าวถึงการสร้างโอกาสเชื่อมสู่อนาคตว่า ไทยต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI และเปลี่ยนจากผู้ใช้เป็นผู้ผลิต ด้วยการดึงเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจ Data Center ชิปประมวลผล และส่งเสริมบริษัทระดับโลกด้านเทคโนโลยี Photonic เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศ พร้อมใช้จุดแข็งด้านพลังงานสะอาดที่มีอยู่
นอกจากนี้ ยังต้องเดินหน้าด้านสิ่งแวดล้อมและโซลาร์เซลล์ โดยรัฐมีแนวคิดอุดหนุนเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือน ประมาณ 1 ล้านครัวเรือน ให้ประชาชนติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ซึ่งจะเปลี่ยนประชาชนจากผู้บริโภคให้กลายเป็นผู้ผลิตไฟ ที่มีรายได้ระยะยาว 25-30 ปี และลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
รวมถึงพลังงานสะอาดจากภาคเกษตร เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้า โดยส่งเสริมไบโอดีเซล D20 จากปาล์ม และเอทานอล E20 จากอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำมันบนดิน เพื่อดึงเงินค่าเติมน้ำมันอย่างน้อย 20% ให้ตกถึงมือเกษตรกรไทย
ท้ายที่สุด ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเร่งดำเนินการแบบคู่ขนาน นั่นคือต้องลุกขึ้นมาซ่อมปัญหาที่สะสมมาในอดีต เพื่อประคองและช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างเพื่อไขว่คว้าโอกาสจากบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน (Global Transition) นำพาทุกภาคส่วนก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต
อย่างไรก็ตาม กลไกทั้งหมดจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีขึ้น และก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ Thailand Beyond Tomorrow อย่างแท้จริง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/861753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ox9ViznHYxM8GVaLVkkj_

