เมื่อแรงกระเพื่อมจากสงครามไม่ได้หยุดอยู่แค่สนามรบ แต่กำลังไหลผ่านราคาน้ำมัน ตลาดพันธบัตร และต้นทุนธุรกิจ ก่อนย้อนกลับมากระทบเงินเฟ้อและกำลังซื้อของคนไทย คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจจะโตแค่ไหน แต่คือแรงกดดอกเบี้ย ต้นทุน และราคาสินค้าที่กำลังสะสมอยู่ จะพาเศรษฐกิจไทยไปได้ไกลแค่ไหน ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องประคองทั้งวันนี้และอนาคต
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและไทย ในรายการ “สนามข่าว 96” ท่ามกลางความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุน ทั้งค่าเงินดอลลาร์ เยน ราคาน้ำมัน และพันธบัตรสหรัฐฯ โดยมองว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังมาจากสงครามและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนทางธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชน
สงครามยืดเยื้อ ดันบอนด์ยีลด์-ต้นทุนธุรกิจพุ่ง
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาพของเงินดอลลาร์ที่อาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากเท่าเดิม ขณะที่ตลาดจับตาสัญญาณจากฝั่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงการเข้ามาดูแลไม่ให้เงินเยนอ่อนค่ามากเกินไป ทำให้ตลาดประเมินว่าญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือนนี้
สำหรับปัจจัยหลักที่ต้องจับตา คือสถานการณ์สงคราม หากยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถยุติสถานการณ์ได้ จะส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เพราะตลาดกังวลทั้งเรื่องเงินเฟ้อและภาระการใช้จ่ายด้านกลาโหมของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น แม้ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในปัจจุบันจะยังไม่ได้อยู่ในระดับสูงมากนัก
เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจก็เพิ่มขึ้นตาม เพราะบริษัทต้องประเมินความเสี่ยงโดยอ้างอิงจากพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด โดยเฉพาะบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงจะเผชิญส่วนต่างผลตอบแทนของหุ้นกู้กับพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่ผลกระทบยังไม่ลุกลามไปถึงกลุ่ม Investment Grade ในระดับเดียวกัน แต่ถือเป็นสัญญาณความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
น้ำมันสูงลากยาว ฉุดเงินเฟ้อทั่วโลก
ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันได้มีการปรับประมาณการราคาน้ำมันขึ้น โดยประเมินราคาไว้ที่ระดับประมาณ 90 ดอลลาร์ จากเดิมที่คาดไว้ราว 82 ดอลลาร์ และเคยมองว่าช่วงปลายปีราคาน้ำมันอาจลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 67-70 ดอลลาร์ แต่ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าการปรับลดลงอาจทำได้ยากขึ้น
ปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ลดลง ขณะที่กำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกยังไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก รวมถึงสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันมีความเสี่ยงที่จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป
ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจะกดดันทั้งเงินเฟ้อและตลาดพันธบัตร โดยเมื่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับขึ้น ประเทศอื่นก็มีแนวโน้มขยับขึ้นตาม ทำให้ตลาดพันธบัตรทั่วโลกอยู่ในภาวะที่ต้องจับตา โดยเฉพาะผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยประเมินว่าจะไม่แตะระดับ 5% แต่ปัจจุบันอยู่ราว 4.7-4.8% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ซึ่งเคยขยับขึ้นเหนือ 3% ปัจจุบันลดลงมาอยู่บริเวณ 2.88-2.90%
เศรษฐกิจไทยเจอ “K-Shape” กลุ่ม SME รับแรงกระแทกหนัก
เมื่อหันกลับมามองเศรษฐกิจไทย ดร.ปิยศักดิ์ มองว่าสถานการณ์มีลักษณะคล้ายกัน โดยเศรษฐกิจเติบโตแบบ K-Shape หรือมีทั้งกลุ่มที่เติบโตได้ดีและกลุ่มที่ยังเผชิญปัญหา โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจ
แม้บางภาคส่วน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ปัญญาประดิษฐ์ และ Data Center จะยังเป็นกลุ่มที่เติบโตได้ดี แต่ภาคเศรษฐกิจอื่นยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันและพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและกำลังซื้อของประชาชนลดลง
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขหนี้เสียและการปรับโครงสร้างหนี้ของ SME ซึ่งแม้จะมีการแก้ไขหนี้ แต่บางส่วนกลับกลายเป็นหนี้ใหม่อีกครั้ง ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กยังต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การช่วยเหลือกลุ่มคนฐานล่างและ SME ที่มีศักยภาพยังมีความจำเป็น แต่การแก้ปัญหาทำได้ไม่ง่ายในภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shape
เงินเฟ้อไทยขยับ 2.53% จับตาน้ำมัน-อาหารสดดันต่อ
สำหรับเงินเฟ้อไทยที่ล่าสุดอยู่ที่ 2.53% ดร.ปิยศักดิ์มองว่า ส่วนหนึ่งที่เงินเฟ้อไทยสามารถอยู่ในระดับต่ำได้ เพราะมีมาตรการภาครัฐเข้ามาพยุงและควบคุมราคาสินค้าบางส่วน แต่ตัวเลขที่ขยับขึ้นมาถึงระดับดังกล่าวถือว่าสูงกว่าที่หลายฝ่าย รวมถึงฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือราคาน้ำมัน โดยราคาดีเซลในประเทศช่วงเดือนสิงหาคมต่อเนื่องถึงกันยายนอยู่ที่ประมาณ 37.60 บาทต่อลิตร ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่บริเวณ 30 บาทต่อลิตร และก่อนเกิดสงครามราคายังอยู่ในระดับดังกล่าว จึงกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อเงินเฟ้อ
อีกปัจจัยคือราคาอาหาร โดยราคาไข่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.35 บาทต่อฟอง จากราว 3.50 บาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ราคาหมูอยู่ที่ประมาณ 147.50 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมราว 135 บาท ส่งผลให้ต้นทุนด้านอาหารทยอยปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่าง “ไทยช่วยไทย” ก็มีส่วนสนับสนุนให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผลผลิตบางส่วนลดลงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แม้ผลจากด้านอุปสงค์หรือกำลังซื้อจะยังไม่มากนัก
4 แรงกดดันใหม่ ดันเงินเฟ้อเข้าใกล้ 3%
ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า เงินเฟ้อไทยมีโอกาสขยับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า โดยปัจจัยหลักยังมาจากราคาน้ำมันขายปลีกที่มีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามราคาพลังงานโลก ขณะที่ราคาอาหารสำเร็จรูปก็มีโอกาสทยอยปรับขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ เช่น เนื้อหมูและไข่
นอกจากนี้ ยังต้องจับตาค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางที่อาจเพิ่มขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิง รวมถึงราคาอาหารสดที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกเริ่มเห็นสัญญาณปรับเพิ่มขึ้นราว 2-3% ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในระยะต่อไป
ตามแบบจำลองของฝ่ายวิจัย ประเมินว่าเงินเฟ้อในไตรมาส 4 มีโอกาสขึ้นไปอยู่บริเวณ 2% ปลาย ๆ ถึง 3% โดยเดือนถัดไปอาจอยู่ที่ประมาณ 2.7-2.8% และขยับเข้าใกล้ 3% ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ก่อนจะอยู่ราว 2.99% ในเดือนธันวาคม ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีมีค่าเฉลี่ยประมาณ 1.9% ขณะที่ประมาณการเบื้องต้นสำหรับปีหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2%
อย่างไรก็ตาม หากปรากฏการณ์เอลนีโญมีความรุนแรงมากกว่าที่คาด ความเสี่ยงเงินเฟ้อก็จะเพิ่มขึ้น โดยอาจทำให้ประมาณการเงินเฟ้อปีหน้าสูงขึ้นอีกราว 0.7 จุด มาอยู่ใกล้ระดับ 1.9% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
แม้เงินเฟ้อที่ขยับเข้าใกล้ 2% หรือสูงกว่านั้นอาจดูไม่สูงมาก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือแรงผลักดันครั้งนี้มาจาก “ต้นทุน” เป็นหลัก ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นตาม เพราะต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้นด้วย และเมื่อราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น กำลังซื้อของประชาชนก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย
จับตา “ไทยช่วยไทย” เฟสต่อไป แต่เสี่ยงเบียดงบฯ ลงทุนระยะยาว
เมื่อถูกตั้งข้อสังเกตว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ อาจจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนในระยะต่อไป ดร.ปิยศักดิ์มองว่า รัฐบาลอาจยังจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือและประคองสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตและพยุงกำลังซื้อของประชาชน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแลกคือในระยะยาว เงินที่จะนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างศักยภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจอาจมีไม่มากนัก ขณะที่วงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทที่กำลังมีการพูดถึงในขณะนี้ ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน
AI มาแรง แต่ “คน” ต้องปรับตัวให้ทัน
นอกจากประเด็นเศรษฐกิจมหภาค ดร.ปิยศักดิ์ยังกล่าวถึงการเข้าร่วมงานของสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ซึ่งมีการหารือถึงผลกระทบของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสำคัญคือ แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับการทำงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามว่าคนจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีหรือไม่ และองค์กรจะใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่ม Productivity ให้กับคนได้อย่างไร
ดร.ปิยศักดิ์มองว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง แต่ “คน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ การที่ธุรกิจจะเดินหน้าต่อได้จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี และนำ AI มาใช้ในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะหากไม่ปรับตัว ทรัพยากรและโอกาสทางธุรกิจก็อาจค่อย ๆ ลดลง รวมถึงโอกาสในการจ้างงานของพนักงานก็อาจน้อยลงตามไปด้วย
ภาพรวมเศรษฐกิจจากมุมมองของ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ จึงยังอยู่ในช่วงที่ต้องจับตาหลายด้าน ตั้งแต่สงคราม ราคาน้ำมัน บอนด์ยีลด์ เงินเฟ้อ ไปจนถึงกำลังซื้อของประชาชนและปัญหาของ SME ขณะที่มาตรการภาครัฐอาจยังมีบทบาทในการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่โจทย์ใหญ่คือการรักษาสมดุลไม่ให้การอุดหนุนระยะสั้นเบียดบังการลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยาว
พร้อมกันนั้นภาคธุรกิจและแรงงานก็ต้องเร่งปรับตัวรับเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เพราะในโลกที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ “การปรับตัวให้ทัน” อาจเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการอยู่รอดและการเติบโตต่อจากนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economy-faces-war-oil-pushes-thai-inflation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jwqYV8SsPkcr8TvsegpMo

