• Sun. Aug 16th, 2026

“ธนภณ-ถวิลวดี” ลุยลำปาง ดันโมเดลเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์

“ธนภณ-ถวิลวดี”-ลุยลำปาง-ดันโมเดลเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์“ธนภณ-ถวิลวดี” ลุยลำปาง ดันโมเดลเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์

ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (PC) เปิดเผยว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดและขยายผลจากงานเดิมที่นักวิชาการรุ่นก่อนได้ปูทางไว้ใน 6-9 ย่าน จนทุนวัฒนธรรมเริ่มแตกหน่อออกผล สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยวทั่วไปตามความคุ้นเคยเหมือน ททท. คือการดึงคนเข้ามาดูอาหาร โบราณสถาน หรือวัดวาอาราม เช่น กาดกองต้า แต่งานวิจัยเรื่องทุนวัฒนธรรมที่เราทำ เรามองเป็นเรื่องของ ‘วิถีชุมชน’ ทำอย่างไรจะรักษาวิถีไว้ได้ คำว่ารักษาไม่ใช่การแช่แข็งให้อยู่แบบโบราณ แต่ต้องเป็นวิถีที่เขาดำรงชีวิตอยู่ได้ มีงานทำ และมีรายได้ เพราะวัฒนธรรมที่ดีต้องมีการปรับตัว” ดร.ธนภณ ระบุ

ดร.ธนภณ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ไม่ใช่การจัดอีเวนต์ชั่วคราว 2 วันเลิก แต่เป็นการทำงานต่อเนื่องกว่า 5-6 ปี โดยมีทีมนักเศรษฐศาสตร์จากกระทรวงการคลังร่วมเก็บข้อมูลเชิงสถิติอย่างละเอียด เพื่อเปรียบเทียบตัวเลขรายได้ก่อนและหลังโครงการ เช่น “กาดนั่งก้อม” ที่เดิม อบจ. เปิดบ้างหยุดบ้าง แต่เมื่อทีมวิจัยเข้าไปร่วมมือ สามารถเปิดได้ทุกสัปดาห์และมีรายได้เติบโตสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังวาง 3 ตัวชี้วัดสำคัญ ในการประเมินผลสัมฤทธิ์  ต้องเพิ่มขึ้นจากสินค้าวัฒนธรรม ไม่ใช่สินค้าโรงงานอุตสาหกรรม ต้องใช้องค์ความรู้และวัตถุดิบที่มีอยู่ในลำปาง และ พ่อค้าแม่ค้าต้องเป็นคนพื้นเมือง 100 เปอร์เซ็นต์ ป้องกันกลุ่มทุนต่างถิ่นสวมรอย

“จากภาพรวม 60 พื้นที่ ใน 50 จังหวัด เม็ดเงินวิจัยที่ลงทุนไป 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนหมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนได้ราว 9-10 เท่า เมื่อผนึกกำลัง 11 โครงการย่อยในลำปางที่มีต้นทุนวัฒนธรรมหนาแน่น จะช่วยสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.ธนภณ กล่าวย้ำ

ด้าน ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์ฯ (PD) กล่าวว่า ลำปางเป็น 1 ใน 4 พื้นที่นำร่องปีแรก (ร่วมกับ พนัสนิคม จ.ชลบุรี, นครศรีธรรมราช และ กาฬสินธุ์) ที่มุ่งเป้ายกระดับไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ดร.ถวิลวดี ระบุว่า งานวิจัยของ ม.ศิลปากร ได้นำนวัตกรรม เทคโนโลยี และกลไกสื่อสารเข้ามาเสริม เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูล เชื่อมโยงกับย่าน และเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเที่ยวแบบ ‘เช้าไป-เย็นกลับ’ มาเป็นการ ‘พักค้างคืน’ เพื่อร่วมเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลกลองปูจา หรือเทศกาลผ้าย้อมครั่ง พร้อมดึงเยาวชนเข้ามาร่วมเป็นนักจัดการวัฒนธรรมรุ่นใหม่

“โครงการนี้เรียกว่าการยกระดับเมืองรองเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมืองเหล่านี้มีทุนวัฒนธรรมมหาศาล การขับเคลื่อนครั้งนี้เจ้าของคือคนในพื้นที่ ไม่ใช่นายทุน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกแย่งชิงผลประโยชน์ เพราะเดินหน้าด้วยพลังภาคีเครือข่าย ทั้งรัฐ ท้องถิ่น สถาบันวิชาการ เอกชน และประชาสังคม” ดร.ถวิลวดี ระบุ

ด้าน รศ.ดร.สุพรรณี ฉายะบุตร หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เปิดเผยถึงมิติเชิงปฏิบัติการว่า ในอดีตผ้าทออัตลักษณ์เมืองลองได้ย้ายไปสังกัด จ.แพร่ ตามการแบ่งเขตการปกครองใหม่ ทำให้ลำปางขาดอัตลักษณ์ผ้าทอเฉพาะตัว ทีมวิจัยจึงดึงจุดเด่นเรื่อง “สีครั่ง” มาประยุกต์ใช้กับเสื้อผ้าทุกวัย ทั้งแนวร่วมสมัยและสตรีทแวร์ ส่งผลให้กลุ่มผู้ผลิตผ้าย้อมครั่งใน อ.วังเหนือ ขยายตัวจากเดิมเพียง 1-2 กลุ่ม เพิ่มขึ้นเป็น 20 กลุ่มในปัจจุบัน และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ นายกฤษดา เขียวสนุก ที่ปรึกษากาดนั่งก้อมจังหวัดลำปาง สะท้อนว่า การเข้ามาของทีมวิจัยช่วยปรับระบบการบริหารจัดการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากเดิมที่ค้าขายไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันตลาดมีมาตรฐานและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

สำหรับ “กาดนั่งก้อม” ณ ย่านหนองกระทิง ปัจจุบันเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 14.00 น. โดยมีกิจกรรมนำช้างจากศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยมาร่วมกิจกรรมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายเศรษฐกิจวัฒนธรรมสำคัญที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่คนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378981735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14zCVK0pkuZoVklQi-yae6