ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ประกาศออกมาเมื่อวันจันทร์(18พ.ค.) ซึ่งเติบโตได้ถึง 2.8% นับเป็นตัวเลขที่สูงกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายๆ สำนัก และยังเป็นตัวเลขที่ทำให้ “รัฐบาล” พอจะใจชื้นขึ้นมาบ้าง
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ประกาศออกมาเมื่อวันจันทร์(18พ.ค.) ซึ่งเติบโตได้ถึง 2.8% นับเป็นตัวเลขที่สูงกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายๆ สำนัก และยังเป็นตัวเลขที่ทำให้ “รัฐบาล” พอจะใจชื้นขึ้นมาบ้าง
โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตการลงทุนภาคเอกชนที่โตแรงถึง 10.1% เป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง จากอานิสงส์การลงทุนในดาต้าเซนเตอร์และกระแส AI ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบสามไตรมาส
อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตจากนักเศรษฐศาสตร์ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว ยังเป็นเพียงภาพลวงตา โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ให้มุมมองว่า สถานการณ์นี้เปรียบเสมือน “ความสงบก่อนที่พายุลูกใหญ่จะพัดถล่ม” เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้
ดร.พิพัฒน์ มองว่า ประเด็นที่ต้องจับตาประการแรก คือ โครงสร้างการค้าที่ดูเติบโตสูงแต่อาจสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่เต็มที่ โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวถึง 17.8% แต่ในขณะเดียวกันการนำเข้าก็พุ่งสูงถึง 21.1% ซึ่ง ดร.พิพัฒน์ วิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ (Transshipment) ที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจไทยมากนัก นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อไตรมาสแรกแม้จะติดลบ 0.5% แต่เป็นเพียงภาพลวงตาจากช่วงเวลาก่อนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงกลางเดือนมีนาคม ทำให้ต้นทุนพลังงานที่แท้จริงเหล่านี้กำลังจะเริ่มบดบังกำไรของภาคธุรกิจตั้งแต่ไตรมาสที่สองเป็นต้นไป
ความน่ากังวลถัดมา คือ สภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shape ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์เติบโตได้ดี แต่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์ กลับหดตัวต่อเนื่อง 0.7% ซ้ำร้ายรายได้เกษตรกรยังดิ่งลงถึง 6.3% สถานการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของฐานรากเศรษฐกิจไทยที่ต้องรับมือกับปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ท่ามกลางพายุต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อระลอกใหม่ ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไต้หวัน หรือ เวียดนาม ที่เติบโต 13% และ 7.8% ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าไทยยังคงฟื้นตัวช้าและมีความยืดหยุ่นต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด
แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2569 จึงเต็มไปด้วยความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร การบริหารนโยบายมหภาคจึงต้องให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน การดูแลสภาพคล่องให้ SMEs และการบริหารจัดการงบประมาณปี 2569 ให้มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
ดร.พิพัฒน์ ยังได้เปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือน บ้านที่ยังไม่ทันซ่อมแซมให้เสร็จสมบูรณ์ ก็ต้องเตรียมตัวดับไฟวิกฤติครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกระลอก …เรามองว่าการเติบโตที่ 2.8% อาจเป็นกันชนได้เพียงชั่วคราว แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในที่สะสมมานานและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก คือมรสุมลูกใหญ่ที่ภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีกลยุทธ์ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับภาวะถดถอยซ้ำซ้อนในอนาคต!
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1234757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xBz2hsBFC3RIkxYoL3AdS

